สมาร์ททีวี (Smart TV) คืออะไร ? มาทำความรู้จัก เจ้านี้กัน

สมาร์ททีวี (Smart TV) สมาร์ททีวี (Smart TV) คืออะไร

สมาร์ททีวี คือ การถูกผสมผสานระหว่างทีวีกับคอมพิวเตอร์ โดยมีคุณสมบัติเหมือนโทรทัศน์ดิจิตอลทั่วไปทุกอย่าง แต่มาพร้อมกับคุณสมบัติสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ มีส่วนติดต่อกับผู้ใช้งาน (User Interface) สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นและเนื้อหาสาระบันเทิงต่างๆ เพิ่มเติมมาใช้งาน เช่นเดียวกับที่สมาร์ทโฟนและแท็ปเล็ตสามารถทำได้ แต่ต่างจาก Internet TV และคนมักจะเข้าใจผิดว่าเหมือนกัน ซึ่ง Internet TV นั้นจะรับเนื้อหาทีวีจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยตรงมาทั้งหมด ในขณะที่สมาร์ททีวีสามารถรับเนื้อหาได้แบบโทรศัพท์ปกติและจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ตด้วย ในปัจจุบันนี้สมาร์ททีวีได้รับความนิยมมากขึ้น จึงทำให้ค่ายผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีหลายเจ้ากระโดดเข้าสู่ตลาดนี้ เช่น Samsung, LG, Panasonic, Sharp, Sony, TCL, Toshiba เป็นต้น เมื่อมีการแข่งขันกันมากขึ้น ก็ส่งผลให้ราคาลดลงหากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นและอาจจะเข้าไปทดแทนทีวีแบบปกติในอนาคตก็เป็นได้

คุณสมบัติที่น่าสนใจของสมาร์ททีวี
  • เทคโนโลยีจอภาพของสมาร์ททีวีก็เหมือนกับทีวีดิจิตอลปกติ นั่นคือ มีให้เลือกกันหลากหลาย โดยที่นิยมมากที่สุดในตลาดขณะนี้คือ LED ที่ถูกพัฒนาต่อจากเทคโนโลยีแบบเดิมคือ LCD ทำให้คุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่น ทำให้มีคุณสมบัติกินไฟน้อยลง แสดงสีสันได้ชัดเจนและสว่างขึ้น แสดงสีดำสนิทมากขึ้น และตอบสนองเร็วขึ้น นอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยี Plasma และ OLE อีก แต่ยังมีราคาแพงกว่า จึงยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายเท่าเทคโนโลยี LED
  • ความละเอียดภาพหรือ Resolution มีให้หลายระดับเช่นเดียวกับทีวีดิจิตอลปกติ นั่นคือ ยิ่งคมชัดราคาก็จะยิ่งสูงตาม สามารถแบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ๆ คือ High Defination (HD) มีความละเอียด 1366 x 768 พิกเซล, Full High Defination (Full HD) มีความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล และ Ultra High Defination (UHD หรือ 4K) มีความละเอียด 3840 x 2160 พิเซล
  • หลังจากที่ประเทศไทยเปลี่ยนระบบแพร่ภาพโทรทัศพ์จากระบบอนาล็อกไปเป็นระบบดิจิตอล DVB-T2 ทำให้ช่องทีวีเพิ่มขึ้นหลายเท่า ภาพและเสียงคมชัดขึ้นทั้งในแบบ Standard Defination (SD) และ High Defination (HD) ทำให้ทีวีดิจิตอลและรวมถึงสมาร์ททีวี ที่ขายในท้องตลาดที่ผลิตออกมาล็อตใหม่ๆ มีระบบรองรับแพร่ภาพดิจิตอลแบบ DVB-T2 มาในตัวเลย โดยไม่ต้องใช้กล่อง Set-top Box อีกต่อไป
  • หน้าจอของสมาร์ททีวีในท้องตลาดมีให้เลือกหลากหลายขนาด ตั้งแต่ 32, 43, 48, 55, 65, 70, 78, 80, 85 นิ้ว ไปจนถึงหน้าจอใหญ่มากถึงขนาด 105 นิ้ว เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามในการเลือกซื้อนั้น ต้องคำนึงถึงขนาดพื้นที่หรือห้องที่เราจะนำทีวีไปวางด้วย หากระยะจากหน้าจอถึงคนดูใกล้กันเกินไปอาจทำให้สีสันและความคมชัดผิดเพี้ยนไปได้
  • สิ่งที่ทำให้ควบคุมและทำให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งงานสมาร์ททีวีได้ คือ ระบบปฏิบัติการ (OS) ซึ่งถือเป็นหัวใจหรือมันสมองเลยก็ว่าได้ ผู้ผลิตแต่ละแบรนด์ได้เลือกใช้ระบบปฏิบัติการแตกต่างกัน เช่น แบรนด์ Samsung เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Tizen, แบรนด์ LG เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ webOS,แบรนด์ TCL เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Roku OS, แบรนด์ Panasonic เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Firfox OS เป็นต้น นอกจากนั้นยังมียักษ์ใหม่อย่าง Google ได้ทำระบบปฏิบัติการสำหรับทีวีขึ้นด้วย เรียกว่า Android TV ซึ่งแบรนด์ที่นำไปใช้ก็คือ Sony นั่นเอง
ติดตามข่าวสารเทคโนโลยีมากมายที่นี่ : https://www.gameplaytutoriales.com

มารู้จัก”พลาสติกชีวภาพ”เทคโนโลยีที่จะพาเราช่วยโลกได้เยอะ

พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic)

พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) หรือพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ (Biodegradable plastic) หมายถึงพลาสติกที่ผลิตขึ้นจากวัสดุธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นพืช สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable) ช่วยลดปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม

วัสดุธรรมชาติที่สามารถนำมาผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพมีหลายชนิด เช่น cellulose collagen casein polyester แป้ง (starch) โปรตีนจากถั่ว และข้าวโพด เป็นต้น และในบรรดาวัสดุธรรมชาติทั้งหลาย แป้ง นับว่าเหมาะสมที่สุดเพราะมีจำนวนมากและราคาถูก เนื่องจากสามารถหาได้จากพืชชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี มันฝรั่ง มันเทศ มันสำปะหลัง เป็นต้น

พลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากแป้งโดยตรงจะมีขีดจำกัด เพราะจะเกิดการพองตัวและเสียรูปร่างเมื่อได้รับความชื้น จึงได้มีการใช้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปย่อยสลายแป้ง แล้วเปลี่ยนแป้งให้กลายเป็นโมโนเมอร์ (monomer) ที่เรียกว่ากรดแลคติก (lactic acid) จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการ polymerization ทำให้กรดแลคติกเชื่อมกันเป็นสายยาวที่เรียกว่า โพลีเมอร์ (polymer)

พลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ : บจก.นครินทร์ บรรจุภัณฑ์ จำหน่ายบรรจุ ...

ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้

จะแบ่งประเภทของการย่อยสลายออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. การย่อยสลายได้โดยแสง (Photodegradation) การย่อยสลายโดยแสงมักเกิดจากการเติมสารเติมแต่งที่มีความว่องไวต่อแสงลงในพลาสติกหรือสังเคราะห์โคพอลิเมอร์ให้มีหมู่ฟังก์ชันหรือพันธะเคมีที่ไม่แข็งแรง แตกหักง่ายภายใต้รังสี (UV) เช่น หมู่คีโตน (Ketone group) อยู่ในโครงสร้าง เมื่อสารหรือหมู่ฟังก์ชันดังกล่าวสัมผัสกับรังสียูวีจะเกิดการแตกของพันธะกลายเป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ซึ่งไม่เสถียร จึงเข้าทำปฏิกิริยาต่ออย่างรวดเร็วที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการขาดของสายโซ่ แต่การย่อยสลายนี้จะไม่เกิดขึ้นภายในบ่อฝังกลบขยะ กองคอมโพสท์ หรือสภาวะแวดล้อมอื่นที่มืด หรือแม้กระทั่งชิ้นพลาสติกที่มีการด้วยหมึกที่หนามากบนพื้นผิว เนื่องจากพลาสติกจะไม่ได้สัมผัสกับรังสียูวีโดยตรง

2. การย่อยสลายทางกล (Mechanical Degradation) โดยการให้แรงกระทำแก่ชิ้นพลาสติกทำให้ชิ้นส่วนพลาสติกแตกออกเป็นชิ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้โดยทั่วไปในการทำให้พลาสติกแตกเป็นชิ้นเล็กๆ

3. การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidative Degradation) การย่อยสลายผ่านฏิกิริยาออกซิเดชันของพลาสติก เป็นปฏิกิริยาการเติมออกซิเจนลงในโมเลกุลของพอลิเมอร์ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติอย่างช้าๆ โดยมีออกซิเจน และความร้อน แสงยูวี หรือแรงทางกลเป็นปัจจัยสำคัญ เกิดเป็นสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (hydroperoxide, ROOH) ในพลาสติกที่ไม่มีการเติม สารเติมแต่งที่ทำหน้าที่เพิ่มความเสถียร (stabilizing additive) แสงและความร้อนจะทำให้ ROOH แตกตัวกลายเป็นอนุมูลอิสระ RO และ OH) ที่ไม่เสถียรและเข้าทำปฏิกิริยาต่อที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาขึ้นในปัจจุบันทำให้พอลิโอเลฟินเกิดการย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชันกับออกซิเจนได้เร็วขึ้นภายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยการเติมสารเติมแต่งที่เป็นเกลือของโลหะทรานสิชัน ซึ่งทำหน้าที่คะตะลิสต์เร่งการแตกตัวของสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (Hydroperoxpide, ROOH) เป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ทำให้สายโซ่พอลิเมอร์เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลรวดเร็วยิ่งขึ้น

4. การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (Hydrolytic Degradation) การย่อยสลายของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์ เช่น แป้ง พอลิเอสเทอร์ พอลิแอนไฮดรายด์ พอลิคาร์บอเนต และพอลิยูริเทน ผ่านปฏิกิริยาก่อให้เกิดการแตกหักของสายโซ่พอลิเมอร์ ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสที่เกิดขึ้น โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ใช้คะตะลิสต์ (Catalytic hydrolysis) และไม่ใช้คะตะลิสต์ (Non-Catalytic Hydrolysis) ซึ่งประเภทแรกยังแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ แบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายนอกโมเลกุลของพอลิเมอร์เร่งให้เกิดการย่อยสลาย (External Catalytic Degradation) และแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากจากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์เองในการเร่งให้เกิดการย่อยสลาย (Internal catalytic degradation) โดยคะตะลิสต์จากภายนอกมี 2 ชนิด คือ คะตะลิสต์ที่เป็นเอนไซม์ต่างๆ (Enzyme) เช่น Depolymerase lipase esterase และ glycohydrolase ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางชีวภาพ และคะตะลิสต์ที่ไม่ใช่เอนไซม์ (Non-enzyme) เช่น โลหะแอลคาไลด์ (alkaline metal) เบส (base) และกรด(acid) ที่มีอยู่ในสภาวะแวดล้อมในธรรมชาติ ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางเคมี สำหรับปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์นั้นใช้หมู่คาร์บอกซิล(Carboxyl Group) ของหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์บริเวณปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ในการเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายผ่าปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส

5. การย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradation) การย่อยสลายของพอลิเมอร์จากการทำงานของจุลินทรีย์โดยทั่วไปมีกระบวนการ 2 ขั้นตอน เนื่องจากขนาดของสายพอลิเมอร์ยังมีขนาดใหญ่และไม่ละลายน้ำ ในขั้นตอนแรกของของการย่อยสลายจึงเกิดขึ้นภายนอกเซลล์โดยการปลดปล่อยเอ็นไซม์ของจุลินทรีย์ซึ่งเกิดได้ทั้งทั้งแบบใช้ endo-enzyme หรือ เอนไซม์ที่ทำใหเกิดการแตกตัวของพันธะภายในสายโซ่พอลิเมอร์อย่างไม่เป็นระเบียบ และแบบ exo-enzyme หรือเอนไซม์ที่ทำให้เกิดการแตกหักของพันธะทีละหน่วยจากหน่วยซ้ำที่เล็กที่สุดที่อยู่ด้านปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ เมื่อพอลิเมอร์แตกตัวจนมีขนาดเล็กพอจะแพร่ผ่านผนังเซลล์เข้าไปในเซลล์ และเกิดการย่อยสลายต่อในขั้นตอนที่ 2 ได้ผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนสุดท้าย (ultimate biodegradation) คือ พลังงาน และสารประกอบขนาดเล็กที่เสถียรในธรรมชาติ (Mineralization) เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สมีเทน น้ำ เกลือ แร่ธาตุต่างๆ และมวลชีวภาพ (biomass)

ความจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับพลาสติกชีวภาพที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ...

ที่มาของแหล่งข้อมูล : http://www.thaigoodview.com/node/17034

อ่านสาระเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.gameplaytutoriales.com

 

วิธีเพิ่มความแรงของ ไวไฟ เมื่อต้องทำงานที่บ้าน รับมือช่วง โควิด

เมื่อยุคที่ โควิด-19 กำลังระบาด หลายองค์กรจึงออกนโยบายให้พนักงงานทำงานที่บ้านเพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อ แต่เมื่อต้องการทำงานที่บ้าน ไวไฟ ที่เป็นสิ่งสำคัญกลับไม่คอยเป็นใจ ทั้งช้า หน่วง ติด ๆ ดับ ๆ  Techhub เขาเลยมีวิธีเพิ่มความแรงไวไฟมาฝากกัน

ทำงานที่บ้านต้องพึ่ง ไวไฟ

รูปภาพจาก https://brandinside.asia/why-work-from-home-works/

1.ย้ายเราเตอร์มาอยู่ใกล้ ๆ ซะเลย 

วิธีนี้เป็นพื้นฐานสุดถ้าหากเราจะต้องการเพิ่มความแรง ไวไฟ โดยถ้าเราเตอร์ในบ้านเรามีคนใช้ไม่กี่คน ซึ่งถ้าทำการย้ายต้องแน่ใจว่าจะไม่เป็นปัญหาต่อคนอื่นแต่หากย้ายแล้วมีปัญหาหรือสายมันล็อคทำให้ไม่สามารถย้ายได้ ไปดูข้อต่อไปเลย

2.อัปเกรดเราเตอร์

อันนี้อาจต้องเสียตังค์เพิ่มนิดนึง เพราะเราเข้าใจดีอยู่แล้วว่า ถ้าเราเตอร์ที่แถมมากับผู้ให้บริการมันมักไม่ค่อยเสถียร และการกระจายสัญญาณนั้นทำได้ไม่ค่อยดีนัก เราอาจต้องเสียเงินซื้อเราเตอร์ที่ดีกว่ามาใช้งาน โดยดีกว่าในทีนี้  หมายถึงเราเตอร์ที่สามารถกระจายสัญญาณ Wi-Fi ของเราได้มากขึ้น รองรับการใช้อุปกรณ์มากขึ้น มีฟังก์ชั่นในการตั้งค่าเปลี่ยนชาแนลหากชาแนลต่าง ๆ รอบ ๆ บ้านเรามีคนใช้งานมาก และทำให้การเชื่อมต่อมีความเสถียรมากขึ้น

3.เปลี่ยนช่องสัญญาณ Wifi

เราอาจไม่เคยรู้ว่า เราท์เตอร์ของเราใช้ช่องสัญญาณ Wi-Fi เฉพาะเพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้าน และหากเรามีเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้กันและมีเราเตอร์ที่ใช้ช่องสัญญาณ Wi-Fi เดียวกัน มันก็จะดูแออัดคล้ายกับแยกอโศกที่มีรถติดตลอดเวลา ฉะนั้นการเปลี่ยนไปใช้ช่องอื่นสามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดยขั้นตอนอาจจะดูยุ่งยากนิดหน่อย แต่สามารถ Search หาวิธีใน Google เลยจ้า

4.ติดตั้ง Wifi Extender 

Wifi Range Extender เป็นอุปกรณ์ทีช่วยขยายช่วงสัญญาณไวเลส ให้เข้าไปถึงในจุดอับสัญญาณหรือจุดที่ไม่สามารถเดินสาย Lan เข้าไปได้ ช่วยแผ่กระจายสัญญาณให้กว้างขึ้น เพียงใช้แค่ Wifi Rang Extender เสียบที่เต้าไฟฟ้าและให้อยู่ช่วงสัญญาณของ Wifi ตัวหลัก จากนั้นทำการ Setup ตามวิธีการของแต่ละรุ่น

5.ลากสายยาว ๆ ไป 

วิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกสุดและให้สัญญาณเน็ตที่เสถียรมากที่สุด และปัจจุบันผมยังไม่เชื่อว่ามีวิธีการแบบไร้สายแบบใดที่จะดีกว่าวิธีการนี้ (แต่อันนี้ใช้ได้กับคอมหรืออุปกรณ์ที่มีช่องเสียบสาย Lan เท่านั้นนะ)โดยหากคุณมีอุปกรณ์ที่ต้องการอินเทอร์เน็ตที่เร็วและเสถียรที่สุด เช่น เกมคอนโซลกล่องสตรีมหนังและเพลง โดยเราเตอร์จะมีพอร์ตอีเทอร์เน็ตจำนวนหนึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่เราต้องมีก็แค่สาย Lan เส้นหนึ่ง ปัจจุบัน สาย Lan ความยาว 20-30 เมตร ราคาตกอยู่ที่ 200 – 400 บาท ขึ้นอยู่กับความยาวและคุณภาพของสาย

ขอบคุณข้อมูลจากทาง : https://www.techhub.in.th

ติดตามข่าวสาร เทคโนโลยีใหม่ๆผ่านทางเว็บเราได้ที่นี้ : https://www.gameplaytutoriales.com

เปิดตัว!!เมนบอร์ด iGame Z490 VULCAN X V20 และ CVN Z490 GAMING PRO V20 ของค่าย COLORFUL ล่าสุด

บริษัท Colorful Technology จำกัด ผู้นำด้านอุตสาหกรรมการผลิตเมนบอร์ด กราฟิกการ์ดและโซลูชั่นเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูง ประกาศ เปิดตัวเมนบอร์ด รุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับชิปเซ็ต Z490 รองรับโปรเซสเซอร์ 10th-gen Intel Core เมนบอร์ด iGame Z490 VULCAN X V20 และ CVN Z490 GAMING PRO V20 ใหม่นี้ มาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย และถูกสร้างมาเพื่อเป็นสุดยอดเครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงในด้านการเล่นเกมและการสร้างสรรค์ผลงานมากมาย

เมนบอร์ด COLORFUL iGame Z490

เพื่อการเชื่อมต่อที่รวดเร็วกว่าเดิม เมนบอร์ด COLORFUL Z490 มาพร้อมกับ Wi-Fi 6 และ 2.5 Gigabit LAN ด้านดีไซน์มีการออกแบบให้โฉบเฉี่ยวราวกับมาจากอนาคตด้วยไฟ RGB พร้อมระบบระบายความร้อนที่สามารถทำให้ใช้งานได้อย่างราบลื่นและมีเสถียรภาพไปพร้อมกัน

iGame Z490 Vulcan X V20: พลังที่ดุดันสำหรับผู้ใช้งานทุกคน
iGame Z490 Vulcan X V20 มาพร้อมกับพละกำลังการใช้งานที่ร้อนแรง เพื่อตอบรับกับการใช้งานของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน พร้อมระบบระบายความร้อนที่ล้ำสมัย iGame Z490 Vulcan X V20 รองรับโปรเซสเซอร์ 10-core 10th-gen จาก Intel และมีดีไซน์ 12+2 Power Phase รองรับการ Overclock ของผู้เล่นที่มีความเชี่ยวชาญ รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวเสมือนหลุดมาจากยุค CyberPunk ล้อมด้วยชุดไฟ RGB เพิ่มความโดดเด่นเข้าไปอีกระดับ เมนบอร์ดมีสล็อตคู่ Turbo M.2 พร้อมกับเทคโนโลยี Intel Optane สนับสนุนการทำงานล่าสุดและช่วยเพิ่มความเร็วให้กับไดฟ์ NVMe เพื่อไม่ให้การเล่นเกมเกิดการสะดุด เมนบอร์ดยังมาพร้อมกับ Intel 2.5 Gigabit LAN และ Intel Wi-Fi 6 ดังนั้น iGame Z490 Vulcan X V20 คือ ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้เล่นที่ต้องการดึงศักยภาพของโปรเซสเซอร์ Intel 10th-gen ให้ได้เต็มประสิทธิภาพ
คุณสมบัติหลัก
– 14-phase I.P.P iGame Pure Power: 12+2 Power Phase ดีไซน์มาพร้อม 8+4-pin ATX Power Connectors เพื่อรองรับการ Overclock ที่มีประสิทธิภาพ เมื่อใช้งานกับโปรเซสเซอร์ 10th-gen Intel Core
– Silver Shark 2.0 Cooling Armor: ระบบระบายความร้อนที่ทำจาก Aluminum ที่เป็นมากกว่าการระบายความร้อนแบบทั่วไป โดยการยื่นผิวสัมผัสให้มากขึ้น นั้นหมายถึงความสามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น
– iGame Vacuum Heating Tube: COLORFUL ได้มอบที่ระบายความร้อน VRM MOSFET เพื่อเพิ่มอัตราการคลายความร้อนเพื่อรองรับการทำ CPU Overclock
– COLORFUL Advanced BIOS: Update BIOS โดยปราศจาก CPU และหน่วยความจำ BIOS ที่ง่ายต่อการใช้งานช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงอินเตอร์เฟส BIOS เพื่อปรับแต่งได้อย่างง่ายดาย และในโหมด Advance ได้มอบฟังค์ชั่นที่หลายหลาย เพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้ใช้ระดับสูง
– Intel Networking: Intel I225-V 2.5 Gigabit LAN รุ่นใหม่ล่าสุด และ Intel AX201 Wi-Fi 6 Wireless Network Card มอบการเชื่อมต่อที่รวดเร็วสำหรับการเล่นเกมและการสร้างสรรค์ผลงานของคุณ

CVN Z490 GAMING PRO V20: สุดยอดเมนบอร์ดเกมมิ่ง
CVN Z490 GAMING PRO V20 เป็นเมนบอร์ดที่รองรับการเล่นเกมที่สมบูรณ์แบบ มาพร้อมคุณสมบัติสุดพิเศษเพื่อการเล่นเกมบนพีซีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมนบอร์ดรุ่นนี้รองรับโปรเซสเซอร์ 10-core Intel 10th-gen และมาพร้อมดีไซน์ 10-Power Phase นอกจากนี้ เมนบอร์ดยังมาพร้อมกับซอฟต์แวร์ iGame Dynamik รุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อควบคุมไฟ RGB และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ ARGB อื่น ๆ มอบความดื่มด่ำในการเล่นเกมด้วยเสียงผ่านชิป Realtek HD Audio Guard และ Nichicon Audio Capacitor เพื่อสร้างประสบการณ์เสียงความละเอียดสูงสุด
คุณสมบัติหลัก
– iGame Dynamik Light Software: รองรับการควบคุมแสดงไฟ ARGB ผ่านหัวเชื่อมต่อ x3 5V 3-Pin ARGB และ x2 12V 4-Pin RGB บนเมนบอร์ด ภายในซอฟต์แวร์สามารถปรับแต่งตามความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมรองรับดีไวซ์ ARGB อื่นๆ
– Hi-Fi Audio และ Audio Golden Line: Realtek Audio Chip มาพร้อมกับ Hi-Fi Audio Chip Guard เพื่อการสร้างความละเอียดของเสียงให้มีคุณภาพสูงสุด และช่วยลดเสียงรบกวนจากคลื่นความถี่สูง
– Nichicon Audio Capacitor: อุปกรณ์เกรดพรีเมียมที่มอบเสียงคุณภาพสูงให้แก่คุณ

ขอบคุณขอมูลจาก : https://www.ryt9.com/s/prg/3120602

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.eteknix.com/colorful-launches-igame-z490-motherboards/

ติดตามข่าวสารได้ที่ : https://www.gameplaytutoriales.com

บอกลา จอแอลซีดีทีวี สิ้นปีนี้ซัมซุงตัดสินใจ เร่งไปต่อด้วย “Quantum dot”

ยกเลิกผลิต จอแอลซีดีทีวี

ในที่สุดก็ถึงเวลาบอกลา จอทีวีแอลซีดี (Liquid Crystal Display หรือ LCD) อีกรายแล้ว ล่าสุดบริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ เกาหลีใต้ ประกาศหยุดผลิต จอแอลซีดีทีวี ภายในสิ้นปีนี้ เร่งพัฒนา Quantum dot กับจอ QLED TV

นี่คือบ่งบอกถึงเทคโนโลยีที่ ก้าวหน้าและมาใหม่อยู่ตลอดเวลา เหมือนอย่างจอแอลซีดีทีวี ที่มีของใหม่มาแทนที่ ตอบรับความต้องการผู้บริโภค จนของเก่าที่ผลิตมาแล้ว ขายออกไม่ทัน และล้นตลาดในที่สุด

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ซัมซุงจะผลิตจอแอลซีดีส่งให้ลูกค้า ตามที่มีออเดอร์มาจนถึงสิ้นปีนี้ สำหรับการลงทุนใน 5 ปีข้างหน้านั้น โรงงานผลิตจอแอลซีดีของซัมซุงที่เกาหลีใต้ จะปรับสายงานการผลิตมาเป็นจอที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น อย่าง “Quantum dot” แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโรงงานที่จีนอีก 2 แห่ง

Quantum dot” นี้เป็นเทคโนโลยีที่ซัมซุงเคยโปรโมตไว้ว่าใหม่และล้ำกว่าเดิม เช่น แสง เสียง ที่ทำให้ดูทีวีทุกมุมก็ได้ความบันเทิงดีเหมือนกัน ด้วยเทคโนโลยี เช่น อนุภาคที่ถูกปรับแต่งเพื่อเปลี่ยนแสงให้กลายเป็นสีนับพันล้านสี ที่คุ้นชื่อกันแล้ว คือเป็นจอ QLED

การตัดสินใจหยุดผลิตจอแอลซีดีของซัมซุงนั้น ไม่นอกเหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้คู่แข่งชาติเดียวกันอย่างแอลจี ก็ประกาศแล้วว่าจะหยุดผลิตจอแอลซีดีภายในสิ้นปีนี้เช่นกันหรืออย่างค่ายญี่ปุ่น ก็มีพานาโซนิค ก็ประกาศหยุดผลิตจอแอลซีดีภายในสิ้นปีนี้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีชาร์ป ก็ประกาศหยุดผลิตบางส่วน และหันมาผลิตหน้ากากอนามัยตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางโรคไวรัสโควิด-19 ระบาด

การปรับตัวของผู้ผลิตจอแอลซีดีนี้ เป็นไปตามเทรนด์ความต้องการของลูกค้า ที่จากการประเมินโดย Omdia ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยข้อมูลด้านเทคโนโลยี ระบุว่า ความต้องการจอแอลซีดีทีวีทั่วโลกในปี 2020 จะลดลงประมาณ 10% เหลืออยู่ที่ 257 ล้านเครื่อง จากปี 2019 มียอดขายอยู่ที่ 287 ล้านเครื่อง ส่วนจอแอลซีดีอื่นๆ ยังมีเพิ่มขึ้น เช่น จอแอลซีดีโน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์.

ที่มาของภาพและแหล่งที่มาข้อมูล : https://www.thairath.co.th/news/tech/technology/1808856

อัปเดตข่าวสารเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ที่ : https://www.gameplaytutoriales.com