น้ำขิง มีประโยชน์และสรรพคุณอย่างไร ?

รู้หรือไม่น้ำสมุนไพร น้ำขิง มีประโยชน์และสรรพคุณอย่างไร ?

ขิง เป็นสมุนไพรไทยชนิดหนึ่งที่หลายคนรู้จักกันดี และคนส่วนใหญ่จะนิยมนำขิงมาประกอบอาหารหรือทำเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งเครื่องดื่มที่นิยมกันก็คือ น้ำขิง ซึ่งขิงนั้นก็มีประโยชน์ทางการแพทย์มากมายไม่ว่าจะช่วยบรรเทาอารคลื่นไส้อาเจียนจากอาการเมารถ เมาเรือ เพราะว่าในน้ำขิงนั้นมีสารอยู่ 2 ชนิดที่ชื่อว่า สารจิงเจอรอล (6-gingerol) และสารโชกาออล (6-shogaol) ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนี้มีฤทธิ์ต่อสมองในส่วนการควบคุมอาการอาเจีย และน้ำขิงเมื่อดื่มเข้าไปมันจะไปช่วยกระตุ้นการบิดตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้อ่อนทำให้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร การดูดซึมอาหาร ลดอาการท้องอึด ช่วยขับลมได้

ไม่เพียงเท่านี้การดื่มน้ำขิงสำหรับบ้างคนอาจจะเป็นการเพิ่มความอยากอาหารได้อีกด้วย สรรพคุณของน้ำขิงยังไม่หมดเพียงเท่านี้มันยังช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไมเกรน ปวดท้องประจำเดือน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในน้ำขิงมีสาร พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งเป็นสารสารฮอร์โมนที่ช่วยระงับความเจ็บปวดได้ และประโยชน์ของมันก็ยังไม่หมดเพียงเท่านี้น้ำขิงยังช่วย การแก้อาการแน่นโพรงไซนัส บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ช่วยขับเหงื่อ ช่วยในการลดคอเลสเตอรอล ลดอาการบวมและปวดของผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอนด์ ซึ่งวิธีการทำน้ำขิงก็ง่ายๆ โดยมีวิธีดังนั้น ขั้นตอนแรกให้นำขิงมาล้างให้สะอาดจากนั้นก็หั่นเป็นแว่นๆ หรือจะทุบก็ได้

จากนั้นก็นำไปต้มให้เดือดเมื่อน้ำเดือดแล้วก็ต้มต่ออีก 10-15 นาทีโดยใช้ไฟอ่อน และเมื่อครบแล้วก็นำน้ำขิงไปแยกออกจากกัน หรือใครที่ชอบหวานก็อาจจะใส่น้ำผึ้งหรือน้ำตาลลงไปเพื่อเพิ่มความหวานได้ เพียงเท่านี้ก็ได้น้ำขิงมาดื่มกัน ถึงแม้ว่าน้ำขิงจะมีประโยชน์มากแต่สำหรับผู้ป่วยบางอย่างก็ห้ามดื่มเช่น ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ผู้ที่เป็นเบาหวาน หรือผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดเพราะว่าขิงจะไปทำให้เลือดแข็งตัว และการดื่มน้ำขิงก็ควรดื่มตอนเช้าเพราะว่าในน้ำขิงมีคาเฟอีนเล็กน้อย เมื่อดื่มในช่วงเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและสดชื่นอีกด้วย

ข้อมูลจาก :https://www.interguardias.com

ติดตามสาระต่าง ๆ : https://www.gameplaytutoriales.com/

 

หากง่วงช่วงเวลากลางวันควร งีบหลับ กี่นาทีถึงจะดีที่สุด?

ควร งีบหลับ กี่นาทีถึงจะดีที่สุด หลายคนอาจจะเคยรู้สึกง่วงนอนในช่วงเวลากลางวัน และหลายคนก็พยายามต่อสู้กับความง่วง

หลายคนอาจจะเคยรู้สึกง่วงนอนในช่วงเวลากลางวัน และหลายคนก็พยายามต่อสู้กับความง่วง พยายามปลุกตัวเองให้ตื่นด้วยวิธีต่างๆ เช่น การดื่มกาแฟ การดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ล้างหน้าล้างตา เป็นต้น แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วการงีบหลับนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นได้ และหากจะให้ได้ผลเต็มที่การงีบหลับจะต้องอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสมนั้นเอง

วงจรการนอนหลับแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

1. ระยะที่หนึ่งเป็นระยะที่เปลี่ยนจากการตื่นไปสู่การนอน ในระยะนี้หาถูกปลุกให้ตื่นจะทำให้รู้สึกว่ายังไม่ได้นอน
2. ระยะที่สองเป็นเหมือนระยะของการนอนหลับอย่างแท้จริง หรือเป็นช่วงหลับตื้นๆ ที่ยังไม่มีการฝัน จึงทำให้การหลับในระยะนี้สามารถถูกปลุกให้ตื่นได้โดยง่าย
3. ระยะที่สามเป็นช่วงที่หลับลึกลงไป และเป็นระยะที่เริ่มจะปลุกให้ตื่นค่อนข้างยากขึ้น หากถูกปลุกจะทำให้รู้สึกงัวเงีย
4. ระยะที่สี่จะเป็นช่วงที่หลับลึกที่สุดและระยะนี้เป็นระยะที่ปลุกยากที่สุด ซึ่งในระยะนี้เองจะเป็นช่วงที่มีการฝันเกิดขึ้น

ควร งีบหลับ กี่นาทีถึงจะดีที่สุด?

1.การงีบ 10-20 นาที จะทำให้ร่างกายตื่นตัวและเพิ่มพลังให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นได้ดีในช่วงเวลานี้จะสามารถปลุกให้ตื่นได้ง่าย
2.การงีบ 30 นาที แต่ว่าในการงีบหลับนาน 30 นาที หากทำให้ตื่นขึ้นมามักจะมีอาการเหมือนการแฮงค์โอเวอร์ ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกเฉือยๆ ไม่ประปรี้ประเปร่า
3.การงีบ 60 นาที ช่วงนี้การนอนจะมีผลต่อการส่งคลื่นสั้นๆต่อสมองอยู่ในระยะหลับลึก มีผลต่ความจำทำให้จดจำข้อมูลต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่การตื่นของช่วงเวลานี้จะรู้สึกงีวเงียและตื่นยากกว่าปกติ
4.การงีบ 90 นาทีหรือการครบวงจรการหลับ ช่วงนี้เป็นการหลับที่สมบูรณ์ สมองจะได้พักเต็มที่ ช่วยในเรื่องของความจำ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และยังทำให้ร่างายนั้นสดชื่นประปรี้ประเปร่าอีกด้วย

หากง่วงช่วงเวลากลางวันควร งีบหลับ กี่นาทีถึงจะดีที่สุด?

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.gameplaytutoriales.com/

 

เด็กเสี่ยงรับเชื้อจากแม่ ! ผลวิจัยจากเยอรมนีพบโควิด 19 ใน นมแม่ มีไวรัสแสนตัว ต่อซี.ซี.

หมอเผย ผลวิจัยจากเยอรมนีพบโควิด 19 ใน นมแม่ มีไวรัสแสนตัว ต่อซี.ซี. ตอกย้ำว่าเด็กเสี่ยงรับเชื้อจากแม่ ทำให้ยิ่งต้องระวังและหาแนวทางป้องกันต่อไป

วันที่ 26 พฤษภาคม 2563  รศ. นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุข้อความเกี่ยวกับรายละเอียดการตรวจพบเชื้อไวรัสโรคโควิด 19 ในน้ำ นมแม่ คาดว่ามีเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในน้ำนมประมาณ 94,800-132,000 ตัวต่อซี.ซี. ซึ่งเป็นการวิจัยของทีมวิจัยจากประเทศเยอรมนี

โดยงานวิจัยดังกล่าวตอกย้ำให้ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และต้องวิจัยกลุ่มประชากรจำนวนมากกว่านี้เพื่อนำไปสู่การสรุปแนวทาง หรือคำแนะนำเกี่ยวกับการให้นมของแม่ที่ป่วย covid 19 จะได้วางแผนในการดูแลรักษาและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับข้อความทั้งหมด มีดังนี้

ผลวิจัยจากเยอรมนีพบโควิด 19 ใน นมแม่ มีไวรัสแสนตัว ต่อซี.ซี.

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารและ สาระอื่น ๆ ได้ที่ : https://www.gameplaytutoriales.com/

12 วิธีป้องกันไม่ให้หมา-แมวมาฉี่หรืออึบริเวณหน้าบ้านช่วยกำจัดปัญหาสิ่งสกปรก !

วันนี้เราเลยรวบรวมนำเอาเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วย ป้องกัน ไม่ให้หมา-แมวมาปลดทุกข์ทิ้งไว้หน้าบ้านมาฝากกันค่ะ รับรองว่าปลอดภัยและไม่รุนแรงต่อสัตว์อย่างแน่นอน

12 วิธี ป้องกัน ไม่ให้หมา-แมวมาฉี่หรืออึบริเวณหน้าบ้านช่วยกำจัดปัญหาสิ่งสกปรก !

 

1. พ่นสเปรย์ ป้องกัน ไว้หน้าบ้าน

วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นที่ทั้งง่ายและได้ผลนั่นก็คือ ฉีดพ่นสเปรย์ป้องกันหมา-แมวมาฉี่หรืออึที่บริเวณหน้าบ้าน สเปรย์สูตรเฉพาะเหล่านี้จะมีกลิ่นที่หมา-แมวไม่ชอบ และเป็นกลิ่นที่พวกมันคิดว่าไม่ปลอดภัย ฉะนั้นจึงควรนำมาฉีดพ่นอยู่บ่อย ๆ หรือก่อนจะพวกมันจะเข้ามาทำธุระเพียงไม่กี่นาที ถึงจะได้ผลดีอย่างที่ต้องการ

2. ขวดพลาสติกใสใส่น้ำเปล่า

ปกติหมา-แมวจะไม่กล้าเข้ามาฉี่หรืออึในพื้นที่ที่มีสัตว์อื่นอยู่ โดยการนำขวดพลาสติกใสขนาด 1 ลิตร มากรอกน้ำเปล่าให้เต็ม แล้วนำไปวางไว้ตามจุดที่มันเคยฉี่หรืออึ เมื่อพวกมันเห็นเงาตัวเองในขวดน้ำก็คิดว่าเป็นตัวอื่น และไม่กล้าเข้ามาปล่อยของอีก

3. ติดตั้งกระจกเงาสะท้อน

         อย่างที่บอกไปว่าบรรดาหมา-แมวจะไม่เข้ามาทำธุระในถิ่นที่มีผู้คุมอยู่แล้ว หากวิธีขวดน้ำสะท้อนเงายังไม่ได้ผล เราแนะนำให้ติดตั้งบานกระจกไว้หน้าบ้านในมุมต่ำเลยค่ะ รับรองคราวนี้สะท้อนเงาพวกมันอย่างชัดเจน แค่เห็นก็ไม่กล้าข้ามถิ่นมาปลดทุกข์แน่นอน
4. เปลี่ยนที่ถ่าย เป็นที่ให้อาหาร

หมา-แมวก็มีสัญชาตญาณไม่ปลดทุกข์ในพื้นที่ที่กินอาหาร ดังนั้นสามารถนำเกร็ดความรู้นี้มาใช้แก้ปัญหาได้ โดยการทำความสะอาดหน้าบ้านให้เกลี้ยงเกลาจนไม่เหลือคราบสกปรกเดิม  แล้วนำอาหารไปวางไว้ตรงจุดนั้น ๆ เมื่อพวกมันมากิน มันก็จะไม่มาถ่ายอีกต่อไป

5. โรยพริก จำกัดสิทธิ์ห้ามถ่ายทุกข์

คุณสมบัติที่ทั้งฉุน ทั้งแสบจมูกของพริกป่นและพริกไทยก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้ค่ะ เพียงแค่ทำความสะอาดบริเวณที่หมา-แมวเคยมาทำธุระให้สะอาดไร้ร่องรอยเดิม แล้วนำพริกป่นหรือพริกไทยมาโรยไว้ตรงบริเวณนั้นในปริมาณที่พอเหมาะ ควรโรยอย่างระมัดระวัง โดยให้อยู่เหนือลม เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าจมูกเราเอง และเปิดประตูและหน้าต่างไว้ไม่ให้พริกปลิวเข้าบ้าน หากทำอย่างนี้บ่อย ๆ พวกมันก็จะรู้สึกฉุนจมูกจนไม่กล้ามาอีก

6. น้ำส้มสายชูราดลงพื้น หมา-แมวไม่กล้าฝืนเข้ามาแน่

นอกจากกลิ่นฉุนที่ทำให้หมา-แมวขยาดแล้ว พื้นเปียก ๆ ก็ช่วยได้เหมือนกัน ให้นำน้ำส้มสายชูมาผสมน้ำในปริมาณที่เท่า ๆ กัน จากนั้นออกแรงลงมือทำความสะอาดบริเวณหน้าบ้าน แล้วนำน้ำส้มสายชูไปราดลงบนจุดที่พวกมันปลดทุกข์ให้ทั่ว เมื่อพื้นทั้งเปียกและมีกลิ่นฉุนขนาดนี้ รับรองหมา-แมวต้องรีบหนีไปแน่นอน

7. ป้ายจาระบี กลิ่นน้ำมันชนิดนี้ก็ฉุน

หลายคนคงคุ้นเคยดีว่าจาระบีมีกลิ่นฉุนรุนแรงขนาดไหน ฉะนั้นเพียงแค่นำมาป้ายไว้ตามจุดต่าง ๆ ที่พวกมันเคยมาปล่อยของไว้ ก็จะทำให้พวกมันได้กลิ่นฉุนจาระบีมาแต่ไกล จนไม่อยากเข้ามาใกล้หน้าบ้านเราอีก

8. แอมโมเนีย เคลียร์พื้นที่ให้โล่ง

สูตรของเหลวอื่น ๆ อาจจะต้องราดให้พื้นเปียกแฉะ แต่สูตรแอมโมเนียแค่ทำความสะอาดหน้าบ้านเตรียมไว้ก่อน จากนั้นนำแอมโมเนียไปหยดไว้จุดที่หมา-แมวชอบมาถ่าย เพียงพวกมันได้กลิ่นก็ไม่อยากเข้ามาใกล้แล้ว

9. ทุบลูกเหม็นโรยหน้าบ้าน ปล่อยกลิ่นจัดการได้ผล

         แม้แต่แมลงสาบยังทนกลิ่นลูกเหม็นไม่ได้เลย แล้วจะนับประสาอะไรกับหมา-แมวที่ได้กลิ่นว่องไวยิ่งกว่า ให้นำลูกเหม็นมาทุบให้เป็นผงละเอียด แล้วนำมาโรยไว้ที่บริเวณหน้าบ้านและจุดปลดทุกข์ เมื่อพวกมันได้กลิ่นที่ผิดเพี้ยนจากเดิม มันก็จะไม่ย่างกรายเข้ามาอย่างแน่นอน
10. ผสมน้ำยาดับกลิ่นราดพื้น

อีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้พื้นเปียกจนหมา-แมวไม่กล้าเข้ามาทำธุระ นั่นก็คือ ให้นำน้ำยาดับกลิ่น หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค 1 ส่วน มาผสมน้ำเปล่า 4 ส่วน แล้วนำไปราดพื้นหน้าบ้านให้เปียกก่อนเวลาที่หมา-แมวจะมา เมื่อมันเห็นพื้นเปียกแถมยังมีกลิ่นแปลก ๆ มันก็จะเปลี่ยนใจทันที

11. ย้ายที่ปลดทุกข์อย่างแนบเนียน

วิธีนี้ต้องใช้ความอดทนและความสม่ำเสมอหน่อยนะคะ ถ้าพบเจออึของพวกมันบริเวณหน้าเมื่อไร ก็ให้รีบนำอุปกรณ์มาตักและย้ายไว้วางในที่ที่คุณเห็นว่าสมควรให้พวกมันปลด ทุกข์ และพื้นที่ตรงนั้นจะต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ทำอย่างนี้บ่อย ๆ สักวันพวกมันก็คล้อยตามไปปลดทุกข์ในที่ที่คุณจัดหาไว้ให้

12. เลี้ยงสุนัขพันธุ์ดุไว้ในบ้าน สร้างเจ้าประจำถิ่น

ในเมื่อคนไม่สามารถเจรจากับหมา-แมวได้ เราก็ต้องใช้พวกมันนี่แหละเจรจากันเอง หากใครที่มีโครงการจะเลี้ยงหมาอยู่แล้ว แนะนำให้เลือกหมาพันธุ์ที่มีนิสัยค่อนข้างดุไปเลยค่ะ เพราะเมื่อหมา-แมวตัวอื่น ๆ ได้กลิ่นมันจะไม่กล้าเข้าฉี่หรืออึที่บ้านแน่ ๆ

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com
ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.gameplaytutoriales.com/

 แพรรีด็อก มาทำความรู้จักกับ สัตว์เลี้ยงสุดแปลกในปัจจุบัน

ยุคนี้มองไปทางไหนก็เห็นคนเลี้ยงสัตว์แปลกๆ กันมากขึ้น อาจเป็นเพราะว่าการขนส่งสะดวกสบายและรวดเร็ว เอื้อให้สัตว์ จากอีกซีกโลกหนึ่งเดินทางมายังต่างประเทศได้ง่ายขึ้นก็เป็นได้ แพรรีด็อก จึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งสัตว์เลี้ยงยอดนิยมในช่วงเวลาหนึ่ง

มารู้จักกับ แพรรีด็อก สัตว์เลี้ยงสุดแปลกใหม่ในยุคปัจจุบัน

ลักษณะโดยทั่วไป

“แพรรีด็อก” (Prairie dog) หรือ “กระรอกดิน” มีใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cynomys จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีฟันแทะ ขนสั้นสีน้ำตาลอ่อน ใบหูเล็ก ดวงตากลมโต ฟันแข็งแรง ชอบยืนสองขา หางไม่ยาวนัก เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 1 – 2 กิโลกรัม เดิมมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง ตั้งแต่แคนาดาไปจนถึงเม็กซิโก มักหากินและทำรังด้วยการขุดโพรงอยู่ตามพื้นดินในบริเวณทุ่งราบกว้างและพื้นที่ที่เป็นดินโล่งรวมกันเป็นฝูงใหญ่ ซึ่งเวลาที่เจอกันครั้งแรกจะทักทายกันด้วยการยิงฟันและแตะกันคล้ายกับการโอบกอดหรือจูบ แต่เมื่อนำมาเลี้ยงจะรู้สึกว่าดื้อและซนมาก นอกจากนี้แพรรีด็อกยังมีเสียงร้องที่คล้ายกับเสียงสุนัขเห่า จึงเป็นที่มาของชื่ออีกด้วย

วิธีการเลี้ยง

แพรรีด็อกถือเป็นสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงง่าย แข็งแรง หากได้รับการ ดูแลดีก็จะไม่ป่วยเป็นอะไรง่ายๆ ทั้งยังเป็นสัตว์เชื่องกับเจ้าของและ สมาชิกในบ้าน แรกๆ อาจตื่นกลัวและใช้เวลาในการปรับตัวอยู่บ้าง แต่ก็เป็นสัตว์ที่เรียนรู้ได้เร็วและฉลาด สามารถจำชื่อของตัวเองได้ ภายในเวลาสั้นๆ และส่งเสียงร้องขานรับได้อีกด้วย แต่ไม่เชื่องกับ คนแปลกหน้าและคนที่ไม่คุ้นเคย หากเอามือไปจับก็อาจโดนกัดได้

1.เรื่องอาหารการกินก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพราะมีผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปสำหรับ แพรรีด็อกโดยเฉพาะมาให้ใช้กันแล้ว นอกจากนี้อาจให้หญ้าแห้งจำพวกหญ้า ทิโมธี หญ้าแพงโกล่า และหญ้าขน เสริมด้วยแอ๊ปเปิ้ล ฝรั่ง และมันเทศ ได้บ้าง ไม่ควรให้ผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เพื่อป้องกันอาการท้องเสีย

2.สถานที่เลี้ยงแพรรีด็อกนั้นควรแยกเป็นสัดส่วน เพราะมันชอบแทะ ทุกอย่างที่ขวางหน้า หากปล่อยในบ้านโดยมีคนนั่งอยู่ก็ยังห้ามปรามได้บ้าง แต่ ถ้าปล่อยเอาไว้ทั้งวันก็จะเป็นอันตรายต่อเฟอร์นิเจอร์ตัวโปรดและวอลล์เปเปอร์ ของคุณอย่างแน่นอน ทางที่ดีควรเลี้ยงไว้ในคอกบนพื้นที่ไม่ใช่สนามหญ้าหรือ พื้นดิน เพื่อป้องกันมันขุดรูออกมา หรือถ้าใช้กรงก็ควรจะมีพลาสติกรองพื้น ให้มันยืนได้สบายตัว หลีกเลี่ยงการใส่ในกรงที่เป็นตะแกรงเหล็ก และนำออกมา วิ่งเล่นบ้างเป็นเวลาก็พอแล้ว

Tips การลงโทษที่ได้ผลสำหรับแพรรีด็อก คือ การให้เข้าไปอยู่ในกรง หรือ การงดเล่นด้วย ส่วนเคล็ดลับของการเอาใจที่ได้ผลดีที่สุด คือ การเกา นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำแพรรีด็อกมาเลี้ยงใหม่ๆ จำเป็นจะต้องพาไปพบ สัตวแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพและถ่ายพยาธิ แพรรีด็อกที่อายุเกิน 4 เดือน ควรให้แพทย์ฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และนำมาฉีดซ้ำตามที่สัตวแพทย์นัด อีกครั้งหลังจากได้รับเข็มแรกไปแล้วราว 1 – 3 เดือน หลังจากนั้นจึงนำมาฉีด ปีละครั้งเหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป เพื่อความปลอดภัยของตัวสัตว์เลี้ยง และความสบายใจของเจ้าของ

ข้อแนะนำอีกอย่างคือควรนำแพรรีด็อกไปคลินิกที่รักษาสัตว์พิเศษโดยเฉพาะ เนื่องจากมีบุคลากรเฉพาะทางที่คุ้นเคยกับสัตว์ประเภทนี้ประจำอยู่ ปัจจุบันมีอยู่หลายแห่ง สามารถหาข้อมูลได้ในอินเทอร์เน็ต หากจะไปหาที่คลินิกทั่วไป คงต้องสอบถามกันให้ดีเสียก่อน จะได้ไม่เสียเวลา เพราะคุณหมอบางท่าน ก็ไม่คุ้นเคยกับการรักษาสัตว์พวกนี้และอาจถูกปฏิเสธได้ การเลี้ยงแพรรีด็อกจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ละตัวก็มีราคาไม่สูงมากนัก เพียงแต่ผู้เลี้ยงจะต้องมีความรักและเข้าใจในตัวสัตว์เป็นอย่างดี ลองพิจารณาดู ว่าอุปนิสัยของมันนั้นเหมาะกับการใช้ชีวิตของเราหรือไม่ มิเช่นนั้นแล้วอาจเป็น ภาระใหญ่ที่สร้างความลำบากให้ทั้งเราและผู้อื่นได้เหมือนกัน

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.gameplaytutoriales.com/

 

มาทำความรู้จักกับ โรคริดสีดวงจมูก และอาการของโรคนี้กันเถอะ

โรคริดสีดวงจมูก

โรคริดสีดวงจมูก

บางคนที่มีอาการบางอย่างคล้ายไข้หวัด เช่น จาม มีน้ำมูกไหล ปวดศีรษะ เจ็บคอเรื้อรัง อาจไม่ได้เป็นโรคหวัดธรรมดาก็ได้ค่ะ เพราะอาการที่ว่านี้อาจบ่งบอกว่าคุณกำลังเป็น โรคริดสีดวงจมูก ได้ด้วย

ริดสีดวงจมูก

คือ การที่เยื่อบุจมูกหรือไซนัสมีการอักเสบและบวม จนยื่นออกมาเป็นก้อน ทำให้โพรงจมูกและ/ หรือไซนัสแคบ ริดสีดวงจมูกมักจะพบหลายๆ ก้อน และมักพบทั้ง 2 ข้างของโพรงจมูก มีลักษณะเฉพาะ คือ ผิวค่อนข้างมัน  เรียบ สีขาวเทาหรือขาวเหลือง  ในรายที่ริดสีดวงจมูกโตมากอาจห้อยลงมาทางด้านหน้าของโพรงจมูก เห็นเป็นก้อนจุกอยู่ที่รูจมูกได้ หรือบางรายริดสีดวงอาจยื่นมาทางด้านหลังของโพรงจมูก ถ้าใหญ่มากอาจเห็นเป็นก้อนย้อยลงไปในคอได้

ริดสีดวงจมูกนี้ เป็นก้อนเนื้องอกในโพรงจมูกชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นโรคทางจมูกและไซนัสที่สร้างปัญหาให้กับทั้งตัวผู้ป่วยเองและแก่แพทย์ผู้รักษา เพราะสามารถเกิดเป็นซ้ำและเกิดไซนัสอักเสบร่วมด้วย ที่สำคัญผู้ป่วยบางรายได้รับการผ่าตัดหลายครั้งก็ยังเกิดเป็นซ้ำได้อีก ริดสีดวงจมูก คือมีก้อนเนื้องอกในโพรงจมูก เมื่อขนาดโตขึ้นจะเกิดอาการคัดแน่นจมูก

สาเหตุ

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดริดสีดวงจมูก อย่างไรก็ตามมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่อาจมีส่วนในการเกิดริดสีดวงจมูก ได้แก่

  1. การอักเสบเรื้อรังและการติดเชื้อ ซึ่งกลับเป็นซ้ำบ่อยๆ ของเยื่อบุจมูกและเยื่อบุไซนัส  ซึ่งมีผลทำให้เยื่อบุมีอาการบวม
  2. ความผิดปกติของการตอบสนองของระบบประสาท ที่ควบคุมการทำงานของหลอดเลือดและภาวะความไวเกินของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงเยื่อบุจมูกและเยื่อบุไซนัส ทำให้เยื่อบุเกิดอาการบวม
  3. ความผิดปกติของกระแสลมที่ผ่านเข้าไปบริเวณซึ่งเป็นต้นตอของริดสีดวงจมูก ได้แก่ บริเวณโพรงจมูกส่วนกลาง และบริเวณรูเปิดของไซนัส

อาการ

เมื่อริดสีดวงจมูกมีขนาดโตขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัดแน่นจมูก ซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ อาจมีอาการจาม หรือมีน้ำมูก ซึ่งอาจมีลักษณะใส ขุ่นข้น เหนียวหรือมีสีเหลืองเขียว ผู้ป่วยอาจได้รับกลิ่นน้อยลงหรือไม่ได้กลิ่น ในรายที่มีไซนัสอักเสบร่วมด้วยอาจมีน้ำมูก เสมหะเหลืองเขียวไหลลงคอ อาจมีอาการปวดตื้อบริเวณแก้มหรือสันจมูก ปวดหรือมึนศีรษะ เจ็บคอเรื้อรัง ไอหรือกระแอมบ่อย ระคายคอ แสบคอ และหูอื้อได้

ริดสีดวงจมูกเกิดร่วมกับโรคอื่นๆ

โรคที่พบว่ามีริดสีดวงจมูกเกิดร่วมด้วย ได้แก่ โรคหืดในผู้ใหญ่ชนิดที่เกิดและไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้ ภาวะแพ้ยาแอสไพริน ไซนัสอักเสบเรื้อรัง เยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ และเยื่อบุจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้

การรักษาผู้ป่วยที่มีริดสีดวงจมูก

สำหรับโรคริดสีดวงจมูก เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคนี้ จะรักษาโดยวางเป้าหมายไว้ ดังนี้

  1. กำจัดริดสีดวงจมูกหรือทำให้ริดสีดวงจมูกมีขนาดเล็กลง
  2. ทำให้จมูกโล่งขึ้น และหายใจทางจมูกได้
  3. ไม่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล คัน จาม หรือ เสมหะไหลลงคอ
  4. ดมกลิ่นได้ปกติ
  5. รักษาไซนัสอักเสบ (ถ้ามีร่วมด้วย) โดยการให้ยา และ/หรือ การผ่าตัด
  6. รักษาโรคที่เกิดร่วมกับริดสีดวงจมูก หรือภาวะที่เป็นปัจจัยส่งเสริม หรืออาจเป็นสาเหตุของริดสีดวงจมูก เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของริดสีดวงจมูก

ใครที่รู้ตัวว่ามีอาการใกล้เคียงกับที่กล่าวมาข้างต้น เช่น จมูกไม่ได้กลิ่น มีอาการปวดตื้อบริเวณแก้มหรือสันจมูก ปวดหัวหรือไอเรื้อรัง หรือเป็นหวัดเรื้อรัง อาจจะต้องรีบไปหาหมอเสียแล้วละคะ ปล่อยไว้นอกจากจะไม่หายแล้ว ยังทำให้เป็นโรคร้ายตามมา

แหล่งข้อมูล : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระน่ารู้เพิ่มเติม : https://www.gameplaytutoriales.com/

รู้หรือไม่ !? สุนัขแสดง พฤติกรรม และท่าทางเพื่อแสดงออกถึงอารมณ์

รู้หรือไม่ !? สุนัขแสดง พฤติกรรม และท่าทางเพื่อแสดงออกถึงอารมณ์

การสื่อสาร ถือว่าสำคัญต่อจิตใจ สุนัข โดยตรง ถ้าเราเข้าใจหรือแปลลักษณะท่าทางของสุนัขผิดพลาด ทำให้สุนัขการตอบสนองที่ผิดพลาดกลับด้วยมาเช่นกัน  ส่งผลให้ พฤติกรรม น่ารัก เปลี่ยนเป็นความก้าวร้าวไปเลยก็ได้ วันนี้เราจะพาคุณไปสังเกต พฤติกรรม ต่างๆ ที่สุนัขแสดงออกมานั้นเป็น การสื่อสาร  บ่งบอกอะไรเราบ้าง

1.แสดงการยอมแพ้

สุนัขที่ยอมแพ้ หรือให้การยอมรับว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่า (ไม่ว่าจะเป็นสุนัขหรือมนุษย์) จะแสดงอาการยำเกรงด้วยการเข้าหาฝ่ายตรงข้ามทางด้านข้าง หมอบคลาน หางตกแกว่งไปมา เลียมือเลียเลียเท้า หรือเลียหน้าของอีกฝ่ายที่เหนือกว่า แต่หากตัวที่อ่อนแอกว่ารู้สึกว่าการกระทำดังกล่าวยังไม่มากพอ มีพฤติกรรมอีกอย่าง คือ กลิ้งหงายท้อง หรือบางตัวอาจฉี่ออกมาด้วย

2.แสดงอาการโกรธ

หลายหน สุนัข มักจะแสดงอารมณ์โกรธ เราเองก็มักตั้งคำถามว่าเขากำลัง คิดอะไรอยู่ จะแยกเขี้ยว ขู่คำราม โบกหางอย่างช้าๆ เกร็งๆ อยู่ในระดับเดียวกับหลังของตนเอง

3.แสดงอาการกลัว

อาการกลัว มีความกังวลใจ หรือกลุ้มใจ หางจะห้อยตกอยู่ระหว่างก้น หรือแกว่งอย่างเกร็งๆ ตกอยู่ระหว่างก้น

4.ทำหูตั้ง

สุนัขที่ทำหูตั้ง ตัวตรง แสดงว่ากำลังเตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง หรือกำลังฟังเสียงอย่างตั้งอกตั้งใจ เพื่อเฝ้าระวังตลอดเวลา

5.แสดงความเป็นใหญ่ มีพละกำลังเหนือคู่ต่อสู้

เมื่อ สุนัข ยืนตัวตรง คอตั้ง ขาเหยียดตรง หางและหูตั้งขึ้น ขนรอบคอชูชัน และเป็นแนวยาวตลอดสันหลัง แกว่งหางไปมาอย่างช้าๆ พร้อมขู่คำราม เป็นการแสดงความเป็นใหญ่ และมีพละกำลังเหนือกว่าคู่ต่อสู้ เหมือนกำลังสั่งสอน หรือดุสุนัขตัวเล็ก ในทางกลับกันถ้าอีกตัวกำลังยอมแพ้ จะแสดงท่าทางนอนหงายท้อง หูลู่ ไม่สู้ พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้คิดทำร้ายสุนัขตัวเล็ก

6.แสดงความดีใจหรือเป็นมิตร

สุนัขจะกะดิกหาง หรือแกว่งหางอย่างแรงจนก้นสะบัด เป็นการแสดงอาการยินดี ความเป็นมิตร และลูกฝูงก็จะทำท่าทางดีใจเช่นนี้เหมือนกันต่อฝูง

7.ทำหูลู่หรือตก

สุนัขที่ทำหูลู่ หรือหูตกไปข้างหลังเสมอกับแนวศีรษะมักเป็นสิ่งที่เรามองว่าน่ารักน่าชังซะเหลือเกิน แต่เอาเข้าจริงๆ เราไม่รู้เลยว่าเขากำลังแอบอารมณ์บางอย่าง ดั้งนั้นไม่ว่าเขาจะ คิดอะไรอยู่ ก็ตาม นั่นเป็นการบ่งบอกว่าเขากำลังดีใจ ยอมแพ้ หรือกลัวก็เป็นไปได้หมด ต้องดูสถานการณ์ขณะนั้นเพิ่มเติม จึงจะรู้ว่าสุนัขรู้สึกอย่างไร

8.ทำตาหรี่

ถ้าสุนัขทำตาหรี่ ความหมายที่หนึ่ง คือ กำลังมีความสุข จะสังเกตเห็นว่ามันยิ้มด้วย และความหมายที่สอง คือ กำลังยอมแพ้นั่นเอง

9.ทำตาเบิกกว้าง และลุกโพลง

ถ้าสุนัขทำลักษณะท่าทางเช่นนี้ หมายความว่า เป็นอาการก้าวร้าว หรือเริ่มโมโห เปรียบเสมือนหัวหน้าฝูงสัตว์ป่า จะแสดงอาการเช่นนี้เพื่อควบคุม และดูแลบรรดาลูกฝูงที่ไม่เชื่อฟังโดยการจ้องตากันทั้ง 2 ฝ่าย หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าท้าทาย หรือก้มหัวยอมแพ้ จะต้องหันตัวกลับออกไป อย่างไรก็ดี สุนัขอาจจะรู้สึกสับสน และแว้งกัดเพื่อเอาชนะความกลัวก็ได้ หากการทำสงครามทางสายตานี้ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด ตัวที่เหนือกว่าก็จะเข้าคุกคาม สั่งสอนอีกตัวด้วยการแยกเขี้ยว ขู่คำราม หรือตรงเข้ากัดทันที

10.การจ้องตาสุนัข

การจ้องตาระหว่างสุนัขด้วยกันเอง หรือจ้องตากับคน มีความหมาย 2 อย่าง คือ แสดงความรัก ความอบอุ่นต่อกัน และท้าทายเพื่อการต่อสู้ ที่สำคัญคุณไม่ควรจ้องตาในขณะที่สุนัขกำลังหงุดหงิด หรือโมโห เพราะจะเป็นการยั่วยุให้สุนัขตรงเข้าทำร้ายคุณ

สายพันธุ์ที่ว่านอนสอนง่ายอย่าง โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เราจะเห็นว่าสุนัขพันธุ์เหล่านี้ยิ้มตลอดเวลา เมื่อเขาอ้าปากเราจะเห็นฟันใต้กระพุ้งปากยานๆ เผยอๆ ดูเป็นมิตรดี แต่เวลาโมโห ปากของ ลาบราดอร์จะหุบเข้า จะได้ยินเสียงขู่ตามมา สำหรับสุนัขที่อยากเล่นกับคุณ จะแสดงพฤติกรรมด้วยการเหยียดอุ้งเท้าออกมา หรือเห่าเพื่อดึงดูดความสนใจ ส่วนท่าทางอื่นๆ ที่สามารถสังเกตได้ เช่น ชวนคุณเล่นของเล่น หรือไล่งับเพื่อนๆ สุนัขด้วยกัน เพื่อชวนให้เล่นวิ่งไล่กัน

11.เราต้องเป็นเจ้านาย

สุนัขจะเริ่มเป็นตัวของตัวเอง ไม่ฟังคำสั่งที่เราเคยสอนให้ปฏิบัติตาม เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวประมาณ 6 เดือน เช่น นั่ง หมอบ ฯลฯ ถ้าคุณตามใจ จนรู้สึกว่าแข็งแรง และมีพละกำลังมากกว่า สุนัขจะคิดว่า สามารถขึ้นเป็นผู้นำแทนคุณได้หรือไม่ ดังนั้น หากเขาแสดงความเป็นใหญ่เหมือนตนเองเป็นจ่าฝูง คุณต้องคอยสอน และฝึกฝนวินัย ทำให้สุนัขรู้ว่า สถานะอยู่ตรงไหน แม้ว่าจะโตเต็มวัยแล้วก็ตาม คุณยังต้องฝึกวินัยให้กับเขาเป็นระยะๆ อย่าลืมว่าการชมเชยสุนัขด้วย

นอกจากนี้ หากพบว่าลูกสุนัขแสดงอาการหวงกระดูก ของเล่น หรือของกินกับคุณ ให้รีบจัดการแก้ไขทันที อย่าปล่อยให้เขาทำจนติดเป็นนิสัย เพราะพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลเสียเมื่อเขาเติบโตขึ้นเต็มวัย คุณจะควบคุมพฤติกรรมของสุนัขไม่ได้ ส่วนวิธีแก้ไข ให้ดึงชามข้าวออกมาบ้าง ขณะเขากำลังกิน หากเขาแสดงอาการขู่คำราม แยกเขี้ยว หรือจะกัด ให้ใช้วิธีเตือน เช่น พูดว่า “ไม่” หรือ “อย่า” ทำหน้าดุใส่ เพื่อเป็นการกำราบให้สุนัขไม่แสดงอาการหวงของอีก

12.การเปลี่ยนพฤติกรรมก้าวร้าว

ถ้าลูกสุนัขแสดงความก้าวร้าว เช่น หวงอาหาร หวงของเล่น ขู่เวลาจับอาบน้ำ วิธีสอนก็คือ จับเขานอนตะแคงราบไปกับพื้น แล้วใช้มือกดคอไว้ ให้คุณกดไว้อย่างนี้ จนกระทั่งสุนัขยอมจำนน และคลายอารมณ์ลงคุณจึงปล่อยมือ (ทำอย่างนี้หลายนาทีโดยเฉพาะครั้งแรก) ที่สำคัญให้เรียกชื่อสุนัขเบาๆ ระหว่างที่คุณกดคอเขาด้วย

หากอยากรู้ว่าเขากำลัง คิดอะไรอยู่ วิธีง่ายๆ เลยคือวิธีกำราบนี้ใช้ได้เฉพาะเวลาที่ลูกสุนัขของคุณประพฤติตัวไม่ควรเท่านั้น เช่น เมื่อสุนัขแยกเขี้ยว ยิงฟันใส่ เวลาที่คุณแต่งตัวให้เขา ให้กดคอเบาๆ หากคุณเห็นว่าเขายอมแล้ว ก็อย่าลืมปล่อยมือออกจากคอเขานะคะ แม้ว่าเขาจะดิ้นตัวหนีอย่างสุดกำลังก็ตาม คุณควรเริ่มทำทันทีตั้งแต่วันแรกที่รับเขามาเลี้ยง เพื่อให้เขาเกิดความคุ้นเคย กลายเป็นลูกสุนัขตัวเล็กๆ ที่น่ารัก และเติบโตเป็นสุนัขที่มีเสน่ห์ นิสัยดี เชื่อฟังคำสั่ง

13.วิธีแสดงออกว่าเราเหนือกว่า

ให้เราบีบปากสุนัขอย่างระมัดระวัง แล้วปล่อยมือ เป็นอีกวิธีหนึ่งในการแสดงออกถึงความเหนือกว่า ในฐานะหัวหน้าฝูงได้เป็นอย่างดี ทุกคนในครอบครัวควรเข้าใจตรงกันว่า สุนัขอยู่ในสถานะน้องเล็กที่สุดของบ้าน และควรปฏิบัติกับสุนัขเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้แสดงความเหิมเกริม หรืออยากเป็นใหญ่ อีกทั้งไม่ควรอนุญาตให้เขาขึ้นนั่งบนโซฟา หรือนอนบนเตียงเด็ดขาด

ส่วนการที่เขาเห็นว่าขาใครต่อใครในครอบครัวเปรียบเสมือนสุนัขเพศเมีย คือ การแสดงความมีอำนาจเหนือกว่า  แม้แต่ในเพศเมียก็สามารถแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ได้ ดังนั้น อย่าปล่อยให้เขาทำพฤติกรรมแบบนี้กับคนในบ้าน หากพบเห็นให้พูดเสียงแข็งกับเขาว่า ไม่! หากยังเกิดพฤติกรรมแบบนี้ขึ้นอีก จับสุนัขนอนตะแคง แล้วกดคอเอาไว้

เมื่อสุนัขอายุได้ 1-2 ปี อาจมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมที่ยากเกินกว่าจะแก้ไขได้ หากคุณเริ่มฝึกฝนเขาอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ยังเล็กๆ ดังนั้น สิ่งที่คุณควรกระทำต่อเจ้าตูบของคุณก็คือ การเอาใจใส่ ให้ความรัก และชมเชยเขาอย่างสม่ำเสมอ

ข้อมูล : www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ เพิ่มเติม : www.gameplaytutoriales.com

จะมีวิธีสังเกตยังไงเมือผู้สูงวัยเสี่ยงเป็น โรคหลอดเลือดสมอง ?

โรคหลอดเลือดสมอง ในผู้สูงวัยนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้สมองบางส่วนทำงานผิดปกติไป เนื่องจากสมองมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายเกือบทุกส่วนจึงอาจเกิดอาการได้หลากหลาย แต่อาการที่พบบ่อยและเป็นอาการที่สำคัญมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่ ปากเบี้ยว, แขนขาอ่อนแรงด้านใดด้านหนึ่ง และพูดผิดปกติ พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง หรือพูดไม่รู้เรื่อง อาการทั้ง 3 ประการนี้มักจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือค่อยๆ เป็น แต่ส่วนมากจะใช้เวลาไม่เกิน 2-3 วัน

จะมีวิธีสังเกตยังไงเมือผู้สูงวัยเสี่ยงเป็น โรคหลอดเลือดสมอง ?

ภาพจาก https://goodlifeupdate.com/healthy-body/seniorcare/189003.html#cxrecs_s

อาการปากเบี้ยวจะสังเกตได้จากเวลาพูดหรือยิ้มแล้วใบหน้าทั้งสองข้างไม่สมมาตรกัน หรือถ้าอาการไม่รุนแรงอาจเห็นเพียงร่องแก้มทั้งสองข้างลึกไม่เท่ากัน แต่อาการปากเบี้ยวนี้ต้องเป็นอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจึงสงสัยว่าอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากบางคนอาจมีใบหน้าสองข้างไม่สมมาตรกันมาตั้งแต่เกิดก็ได้

อาการแขนขาอ่อนแรงด้านใดด้านหนึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยจนอาจเรียกว่าอัมพฤกษ์ หรือถ้าเป็นมากจนขยับไม่ได้เรียกว่าอัมพาต ซึ่งมักพบร่วมกับปากเบี้ยวข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงเฉพาะซีก เช่น มีโรคที่สมองซีกขวาก็จะทำให้เกิดอาการแขนขาอ่อนแรงด้านซ้าย (คือด้านตรงกันข้ามกับสมองที่เกิดโรค) อาการอ่อนแรงนี้อาจมีร่วมกับอาการชาหรือไม่ก็ได้

กรณีที่อ่อนแรงไม่มาก ผู้ป่วยมักรู้สึกว่าเพราะแขนหรือขาหนักขึ้น หยิบของไม่ถนัดหรือทำของหล่น เดินลากขาเพราะยกลำบาก แต่ถ้าอาการอ่อนแรงเป็นมากอาจถึงขนาดยกแขนขาไม่ได้ หรือถ้ายืนอยู่ก็อาจล้มลงได้ทันที

อาการพูดผิดปกติที่พบในโรคหลอดเลือดสมองเกิดได้หลายแบบ ที่พบบ่อยคือ พูดไม่ชัดเพราะลิ้นแข็ง ออกเสียงควบกล้ำไม่ได้ เสียงเปลี่ยนไปจากเดิม อาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อที่ควบคุมการพูดทำงานผิดปกติ บางครั้งจะพบร่วมกับปากเบี้ยวก็ได้ สำหรับอาการพูดผิดปกติแบบอื่นคือ พูดไม่ออกหรือพูดตะกุกตะกัก ซึ่งมักเกิดจากโรคของสมองซีกซ้ายซึ่งควบคุมการใช้ภาษา ผู้ป่วยบางรายอาจมีปัญหานึกคำไม่ออกหรือใช้คำผิด บางรายหากเป็นมากๆ อาจไม่สามารถพูดสื่อสารได้เลย และมักเขียนหนังสือไม่ได้ด้วย

ผู้ป่วยบางรายอาจไม่เข้าใจภาษาพูดและภาษาเขียน ไม่สามารถสื่อสารได้ และไม่เข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด นอกจากนี้ยังอาจใช้คำผิด เช่น เรียกนาฬิกาเป็นปากกา หรือพูดไม่รู้เรื่องจนเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ

สรุปแล้วอาการผิดปกติที่เป็นสัญญาณของ โรคหลอดเลือดสมอง ที่พบได้บ่อยมี 3 ประการ คือ อาการปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก และอาการพูดผิดปกติ ถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่เคยมีอาการเหล่านี้มาก่อน ต้องนึกถึงโรคหลอดเลือดสมองเข้าไว้ และรีบพาไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาอย่างเร่งด่วน

หากผู้สูงอายุคนไหนสงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง สามารถตรวจสอบอาการเบื้องต้นได้อย่างง่ายๆ ดังนี้

1.ให้ยิงฟันหรือยิ้มแยกเขี้ยว แล้วสังเกตมุมปากทั้งสองข้างว่ายกขึ้นเท่ากันหรือไม่ แล้วสังเกตร่องแก้มทั้งสองข้างว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่

2.ให้เหยียดแขนทั้งสองข้างไปด้านหน้า สังเกตว่าแขนข้างใดข้างหนึ่งตกลงมาต่ำกว่าอีกข้างหรือยกไม่ขึ้นหรือไม่

3.ให้ลองพูดตามประโยค แล้วสังเกตว่าพูดได้หรือไม่ พูดชัดหรือไม่ และพูดตามได้ถูกต้องหรือไม่

ถ้ามีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งจากการทดสอบทั้งสามข้อนี้ ควรรีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาล นอกเหนือจากอาการที่พบบ่อยดังกล่าว ยังอาจมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นได้อีก ได้แก่

อาการชาครึ่งซีก

การรับความรู้สึกต้องอาศัยการทำงานของสมอง โดยความหมายของอาการชาทางการแพทย์มักจะหมายถึง ความรู้สึกลดลง ได้แก่ เอาของแหลมจิ้ม (เช่น ปลายไม้จิ้มฟัน) แล้วไม่เจ็บ หรือเอามือลูบแล้วไม่รู้สึก นอกจากนี้ยังอาจหมายถึงความรู้สึกที่ผิดไปจากปกติ เช่น รู้สึกยิบๆ คล้ายมีเข็มทิ่ม หรือรู้สึกแสบร้อน เป็นต้น

ในคนทั่วไปมักจะใช้คำว่า “ชา” ซึ่งอาจมีความหมายไม่เหมือนกับอาการชาของทางการแพทย์ ทำให้เกิดความสับสน บางคนปวดเมื่อยก็ใช้คำว่าชาทั้งที่อาการปวดเมื่อยมักไม่ได้เกิดจากโรคในสมองและเป็นอาการที่พบได้บ่อยจากกล้ามเนื้อล้า

นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนยังมีอาการชาเฉพาะบางส่วนของร่างกาย ไม่ได้เป็นครึ่งซีก ที่พบได้บ่อยคือชามือข้างใดข้างหนึ่งโดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง และจะเป็นมากเวลาใช้มือนานๆ หรือเวลาตื่นนอนตอนเช้า อาการชาแบบนี้มีสาเหตุจากพังผืดกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ซึ่งพบได้บ่อยโดยเฉพาะในคนที่ใช้มือทำงานมากๆ

อาการเวียนศีรษะ

ผู้ป่วยที่มีโรคของสมองบริเวณส่วนหลัง ได้แก่ สมองน้อย ก้านสมอง อาจมีอาการเวียนศีรษะได้ แต่อาการเวียนศีรษะที่ถือว่าเป็นความผิดปกติจริงๆ หมายถึงอาการที่รู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งของรอบตัวหมุนไป เช่น รู้สึกว่าบ้านหมุน หรือตัวเองหมุน บางคนอาจรู้สึกโคลงเคลงคล้ายว่าพื้นเอียงไปจากเดิม หรือรู้สึกว่าแผ่นดินไหวจริงๆ

สำหรับอาการอื่นๆ เช่น รู้สึกมึนงง หนักศีรษะ โดยไม่มีอาการเวียนจนหมุนหรือโคลงเคลง ไม่นับว่าเป็นอาการเวียนศีรษะ อาจจะเรียกว่ามึนศีรษะ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ และมักจะไม่ได้เกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยที่มีอาการเวียนศีรษะจริงๆ คือ รู้สึกหมุนหรือโคลงเคลงขึ้นมาอย่างทันทีทันใด มีสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ เกิดจากโรคของหูชั้นในและโรคในสมอง โดยโรคของหูชั้นในเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยกว่าและมักจะเกิดจากหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนที่ไปอยู่ผิดตำแหน่ง จึงทำให้เวียนศีรษะ เวลาเปลี่ยนท่า โดยเฉพาะเวลาพลิกตะแคงตัว

ในขณะที่โรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการเวียนศีรษะเป็นอาการนำอาจเป็นมากขึ้นจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นถ้ามีอาการเวียนศีรษะที่ไม่เคยเป็นมาก่อนควรรีบไปพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม มีอาการเบื้องต้นหลายอย่างที่พบร่วมกับอาการเวียนศีรษะจะเป็นสัญญาณอันตราย บ่งว่าอาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ อาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอย อาการเห็นภาพซ้อน อาการชาครึ่งซีก อาการเดินเซมากโดยเวียนศีรษะไม่รุนแรง อาการอ่อนแรงครึ่งซีกและอาการเสียงแหบ

อาการประเมินระยะไม่ค่อยถูก

มักพบในผู้ป่วยที่มีโรคบริเวณสมองน้อย อาจพบร่วมกับอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินเซ ทรงตัวไม่ดีโดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน โดยจะเซไปข้างใดข้างหนึ่ง ประเมินหรือกะระยะได้ไม่ดี หยิบของไม่ถูกหรือสะเปะสะปะ อาการเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วควรรีบไปพบแพทย์

มักเห็นเป็นภาพ 2 ภาพห่างกัน เกิดจากการกลอกตาผิดปกติ ซึ่งมักจะเป็นผลจากโรคบริเวณก้านสมอง การเห็นภาพซ้อนนี้ถ้าปิดตาข้างใดข้างหนึ่งภาพซ้อนจะหายไป

อาการตามัวข้างใดข้างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

มักบ่งบอกถึงโรคของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณเส้นประสาทตาหรือจอประสาทตา ซึ่งหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตาเป็นหลอดเลือดเดียวกับที่ไปเลี้ยงสมอง ผู้ป่วยบางรายยังมีอาการตามองไม่เห็นครึ่งซีกในข้างเดียวกันของทั้งสองตา อาการดังกล่าวมักเกิดจากโรคบริเวณสมองส่วนหลัง เช่น ถ้ามีโรคบริเวณสมองส่วนหลังซีกขวาจะทำให้มองไม่เห็นครึ่งซีกซ้ายของทั้งสองตา เป็นผลให้ลานสายตาด้านซ้ายหายไป ซึ่งอาการนี้แตกต่างจากตาบอดข้างเดียว เพราะผู้ป่วยจะมองไม่เห็นทั้งซีก จึงมักมีอาการเดินชนสิ่งของด้านซ้ายหรือขับรถชนด้านซ้ายบ่อยๆ

ข้อมูล : www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารและสาระอื่นๆที่ : www.gameplaytutoriales.com

โรคเครียดลงกระเพาะ คืออะไร เกิดจากอะไร? มาทำความเข้าใจกัน

โรคเครียดลงกระเพาะ เกิดจากอะไร?

โรคเครียดลงกระเพาะ เกิดจากการที่เรามีความเครียดมากจนส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายเกิดความแปรปรวนและเส้นเลือดบีบตัวทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ซึ่งก็เป็นผลให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติจนทำให้กระเพาะเป็นแผลและลำไส้บีบตัวอย่างรุนแรงนั่นเอง

อาการของโรค

สำหรับอาการของโรคอาจไม่แน่นอนในแต่ละบุคคล แต่ก็สามารถสังเกตได้ดังนี้

  • ปวดแน่นบริเวณลิ้นปี่และอาจมีอาการท้องอืด มวนท้องร่วมด้วย
  • คลื่นไส้อาเจียนทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหาร เนื่องจากกระเพาะอาหารเป็นแผลและลำไส้บีบตัวจึงทำให้เกิดอาการดังกล่าว
  • ถ่ายอุจจาระผิดปกติ ซึ่งบางคนอาจถ่ายมากกว่าวันละ 3 ครั้ง และบางคนอาจถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • มักจะรู้สึกว่าถ่ายอุจจาระไม่สุดอยู่เสมอและอาจต้องเบ่งถ่ายมากกว่าปกติ

วิธีรักษาและดูแลตัวเองเมื่อป่วย

เมื่อป่วยด้วยโรคเครียดลงกระเพาะ จะต้องทำการรักษาและดูแลตัวเองมากกว่าปกติ เพื่อให้อาการทุเลาลงและหายเร็วขึ้น โดยมีวิธีดังนี้

1.ระบายความรู้สึกให้ใครสักคนฟัง

เพราะการได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจให้กับใครสักคนฟัง จะทำให้รู้สึกสบายใจและช่วยคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี โดยให้เลือกคนที่คิดว่าไว้ใจได้และรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่คุยกับเขา เท่านี้ก็จะทำให้อาการทุเลาลงอย่างรวดเร็วแล้ว

2.ออกกำลังกายบ่อยๆ

การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟินออกมามากขึ้น ซึ่งสารตัวนี้ก็จะช่วยคลายความเครียดและบรรเทาอาการของโรคเครียดลงกระเพาะได้อย่างดีเยี่ยม

3.ทานยาตามแพทย์สั่ง

ควรทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด จะทำให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วย

4.ปล่อยวางบ้าง

การเก็บทุกเรื่องมาคิด เป็นตัวการหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเครียดและเป็นผลให้เกิดโรคดังกล่าว ดังนั้นจึงควรปล่อยวางบ้าง แล้วอาการป่วยจะดีขึ้นแน่นอน

โรคเครียดลงกระเพาะ

ข้อมูล : www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : www.gameplaytutoriales.com

ภาวะหมดไฟในการทำงาน คืออะไร อย่าละเลยจนปล่อยให้ตัวเองเครียดเกินไป !

ภาวะหมดไฟในการทำงานคืออะไร
ภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน โดยมีอาการหลัก 3 อาการ ได้แก่

1) มีความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ รู้สึกสูญเสียพลังงานทางจิตใจ

2) มองความสามารถในการทำงานของตนเองในเชิงลบ ขาดความรู้สึกประสบความสำเร็จ

3) มองความสัมพันธ์ในที่ทำงานไปในทางลบ รู้สึกเหินห่างจากคนอื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมงาน หรือลูกค้า

คนทำงานอาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหมดไฟ หากรู้สึกว่างานของตนมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. ภาระงานหนัก และปริมาณงานมาก รวมถึงงานมีความซับซ้อน ต้องทำในเวลาเร่งรีบ
2. ขาดอำนาจในการตัดสินใจ และมีปัญหาการเรียงลำดับความสำคัญของงาน
3. ไม่ได้รับการตอบแทน หรือรางวัลที่เพียงพอต่อสิ่งที่ทุ่มเทไป
4. รู้สึกไร้ตัวตนในที่ทำงาน หรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม
5. ไม่ได้รับความยุติธรรม ขาดความเชื่อใจ และการเปิดใจยอมรับกัน
6. ระบบบริหารในที่ทำงานที่ขัดต่อคุณค่า และจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนเอง

ภาวะหมดไฟในการทำงาน

สัญญาณเตือนว่าเริ่มเกิดภาวะหมดไฟมีอะไรบ้าง
– 
อาการทางอารมณ์: หดหู่ เศร้า อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หงุดหงิด ไม่พอใจในงานที่ทำ
          – อาการทางความคิด: เริ่มมองงานหรือคนอื่นในแง่ร้าย ระแวงง่ายขึ้น โทษคนอื่น สงสัยความสามารถของตนเอง และอยากเลี่ยงปัญหา
          – อาการทางพฤติกรรม: หุนหันพลันแล่น ผัดวันประกันพรุ่ง ทำกิจกรรมสร้างความสุขลดลง เริ่มมาทำงานสายบ่อยขึ้น บริหารจัดการเวลาแย่ลง

ระยะต่าง ๆ ในการทำงานซึ่งนำมาสู่ภาวะหมดไฟ (Miller & Smith, 1993) แบ่งได้ดังนี้
1. ระยะฮันนีมูน (the honeymoon) เป็นช่วงเริ่มงาน คนทำงานมีความตั้งใจ เสียสละเพื่องานเต็มที่ พยายามปรับตัวกับเพื่อนร่วมงาน และองค์กร
2. ระยะรู้สึกตัว (the awakening) เมื่อเวลาผ่านไป คนทำงานเริ่มรู้สึกว่าความคาดหวังของตนอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เริ่มรู้สึกว่างานไม่ตอบสนองกับความต้องการของตนทั้งในแง่การตอบแทน และการเป็นที่ยอมรับ คนทำงานอาจรู้สึกว่าชีวิตดำเนินอย่างผิดพลาด และไม่สามารถจัดการได้ ทำให้เกิดความขับข้องใจ และเหนื่อยล้า
3. ระยะไฟตก (brownout) คนที่งานรู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง และหงุดหงิดง่ายขึ้นอย่างชัดเจน อาจมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อหนีความขับข้องใจ เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ดื่มสุรา ส่งผลให้ความสามารถในการทำงานเริ่มลดลง อาจเริ่มมีการแยกตัวจากเพื่อนร่วมงาน มีการวิพากษ์วิจารณ์องค์กรของตนเอง
4. ระยะหมดไฟเต็มที่ (full scale of burnout) หากช่วงไฟตกไม่ได้รับการแก้ไข คนทำงานจะเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง มีความรู้สึกว่าตนเองล้มเหลว สูญเสียความมั่นใจในตนเองไป มีอาการของภาวะหมดไฟเต็มที่
5. ระยะฟื้นตัว (the phoenix phenomenon) หากคนทำงานได้มีโอกาสผ่อนคลาย และพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะสามารถกลับมาปรับตนเองและความคาดหวังต่องานให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น รวมถึงสามารถปรับแรงบันดาลใจ และเป้าหมายในการทำงานด้วย

อย่างไรก็ตาม หากภาวะหมดไฟไม่ได้รับการจัดการ อาจส่งผลด้านต่าง ๆ ดังนี้
– ผลด้านร่างกาย: อาจพบอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ
– ผลด้านจิตใจ: บางรายอาจสูญเสียแรงจูงใจ หมดหวัง รู้สึกหมดหนทางที่จะช่วยให้ดีขึ้น ส่งผลให้มีอาการของภาวะซึมเศร้า และอาการนอนไม่หลับได้ อาจพบมีการใช้สารเสพติดเพื่อจัดการกับอารมณ์
– ผลต่อการทำงาน: อาจขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อาจคิดเรื่องลาออกในที่สุด

หากเกิดภาวะหมดไฟ จะจัดการอย่างไร
– 
พัฒนาทักษะในการจัดการปัญหา และความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงทักษะการสื่อสาร เจรจาต่อรอง การยืนหยัดเพื่อรักษาสิทธิ์อันชอบธรรมของตนเอง
          – ยอมรับความแตกต่างของคน และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่อาจไม่ตรงกัน ไม่ด่วนตัดสินคนอื่น
          – แสวงหาความช่วยเหลือ และอาจหาที่ปรึกษา (coach and mentor)
          – ร่วมกิจกรรมทางสังคม และกิจกรรมเพื่อสุขภาพ

ภาวะหมดไฟในการทำงาน ไม่ใช่โรคซึมเศร้า แต่ถ้าหากคนทำงานเริ่มมีอาการเศร้าหดหู่ เบื่อหน่ายสิ่งรอบตัว รู้สึกทุกข์ทรมานกับการใช้ชีวิต หรือมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ ควรสงสัยว่าอาจเป็นโรคซึมเศร้าแนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

ข้อมูลจาก : www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ : www.gameplaytutoriales.com