จะมีวิธีสังเกตยังไงเมือผู้สูงวัยเสี่ยงเป็น โรคหลอดเลือดสมอง ?

โรคหลอดเลือดสมอง ในผู้สูงวัยนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้สมองบางส่วนทำงานผิดปกติไป เนื่องจากสมองมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายเกือบทุกส่วนจึงอาจเกิดอาการได้หลากหลาย แต่อาการที่พบบ่อยและเป็นอาการที่สำคัญมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่ ปากเบี้ยว, แขนขาอ่อนแรงด้านใดด้านหนึ่ง และพูดผิดปกติ พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง หรือพูดไม่รู้เรื่อง อาการทั้ง 3 ประการนี้มักจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือค่อยๆ เป็น แต่ส่วนมากจะใช้เวลาไม่เกิน 2-3 วัน

จะมีวิธีสังเกตยังไงเมือผู้สูงวัยเสี่ยงเป็น โรคหลอดเลือดสมอง ?

ภาพจาก https://goodlifeupdate.com/healthy-body/seniorcare/189003.html#cxrecs_s

อาการปากเบี้ยวจะสังเกตได้จากเวลาพูดหรือยิ้มแล้วใบหน้าทั้งสองข้างไม่สมมาตรกัน หรือถ้าอาการไม่รุนแรงอาจเห็นเพียงร่องแก้มทั้งสองข้างลึกไม่เท่ากัน แต่อาการปากเบี้ยวนี้ต้องเป็นอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจึงสงสัยว่าอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากบางคนอาจมีใบหน้าสองข้างไม่สมมาตรกันมาตั้งแต่เกิดก็ได้

อาการแขนขาอ่อนแรงด้านใดด้านหนึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยจนอาจเรียกว่าอัมพฤกษ์ หรือถ้าเป็นมากจนขยับไม่ได้เรียกว่าอัมพาต ซึ่งมักพบร่วมกับปากเบี้ยวข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงเฉพาะซีก เช่น มีโรคที่สมองซีกขวาก็จะทำให้เกิดอาการแขนขาอ่อนแรงด้านซ้าย (คือด้านตรงกันข้ามกับสมองที่เกิดโรค) อาการอ่อนแรงนี้อาจมีร่วมกับอาการชาหรือไม่ก็ได้

กรณีที่อ่อนแรงไม่มาก ผู้ป่วยมักรู้สึกว่าเพราะแขนหรือขาหนักขึ้น หยิบของไม่ถนัดหรือทำของหล่น เดินลากขาเพราะยกลำบาก แต่ถ้าอาการอ่อนแรงเป็นมากอาจถึงขนาดยกแขนขาไม่ได้ หรือถ้ายืนอยู่ก็อาจล้มลงได้ทันที

อาการพูดผิดปกติที่พบในโรคหลอดเลือดสมองเกิดได้หลายแบบ ที่พบบ่อยคือ พูดไม่ชัดเพราะลิ้นแข็ง ออกเสียงควบกล้ำไม่ได้ เสียงเปลี่ยนไปจากเดิม อาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อที่ควบคุมการพูดทำงานผิดปกติ บางครั้งจะพบร่วมกับปากเบี้ยวก็ได้ สำหรับอาการพูดผิดปกติแบบอื่นคือ พูดไม่ออกหรือพูดตะกุกตะกัก ซึ่งมักเกิดจากโรคของสมองซีกซ้ายซึ่งควบคุมการใช้ภาษา ผู้ป่วยบางรายอาจมีปัญหานึกคำไม่ออกหรือใช้คำผิด บางรายหากเป็นมากๆ อาจไม่สามารถพูดสื่อสารได้เลย และมักเขียนหนังสือไม่ได้ด้วย

ผู้ป่วยบางรายอาจไม่เข้าใจภาษาพูดและภาษาเขียน ไม่สามารถสื่อสารได้ และไม่เข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด นอกจากนี้ยังอาจใช้คำผิด เช่น เรียกนาฬิกาเป็นปากกา หรือพูดไม่รู้เรื่องจนเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ

สรุปแล้วอาการผิดปกติที่เป็นสัญญาณของ โรคหลอดเลือดสมอง ที่พบได้บ่อยมี 3 ประการ คือ อาการปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก และอาการพูดผิดปกติ ถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่เคยมีอาการเหล่านี้มาก่อน ต้องนึกถึงโรคหลอดเลือดสมองเข้าไว้ และรีบพาไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาอย่างเร่งด่วน

หากผู้สูงอายุคนไหนสงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง สามารถตรวจสอบอาการเบื้องต้นได้อย่างง่ายๆ ดังนี้

1.ให้ยิงฟันหรือยิ้มแยกเขี้ยว แล้วสังเกตมุมปากทั้งสองข้างว่ายกขึ้นเท่ากันหรือไม่ แล้วสังเกตร่องแก้มทั้งสองข้างว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่

2.ให้เหยียดแขนทั้งสองข้างไปด้านหน้า สังเกตว่าแขนข้างใดข้างหนึ่งตกลงมาต่ำกว่าอีกข้างหรือยกไม่ขึ้นหรือไม่

3.ให้ลองพูดตามประโยค แล้วสังเกตว่าพูดได้หรือไม่ พูดชัดหรือไม่ และพูดตามได้ถูกต้องหรือไม่

ถ้ามีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งจากการทดสอบทั้งสามข้อนี้ ควรรีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาล นอกเหนือจากอาการที่พบบ่อยดังกล่าว ยังอาจมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นได้อีก ได้แก่

อาการชาครึ่งซีก

การรับความรู้สึกต้องอาศัยการทำงานของสมอง โดยความหมายของอาการชาทางการแพทย์มักจะหมายถึง ความรู้สึกลดลง ได้แก่ เอาของแหลมจิ้ม (เช่น ปลายไม้จิ้มฟัน) แล้วไม่เจ็บ หรือเอามือลูบแล้วไม่รู้สึก นอกจากนี้ยังอาจหมายถึงความรู้สึกที่ผิดไปจากปกติ เช่น รู้สึกยิบๆ คล้ายมีเข็มทิ่ม หรือรู้สึกแสบร้อน เป็นต้น

ในคนทั่วไปมักจะใช้คำว่า “ชา” ซึ่งอาจมีความหมายไม่เหมือนกับอาการชาของทางการแพทย์ ทำให้เกิดความสับสน บางคนปวดเมื่อยก็ใช้คำว่าชาทั้งที่อาการปวดเมื่อยมักไม่ได้เกิดจากโรคในสมองและเป็นอาการที่พบได้บ่อยจากกล้ามเนื้อล้า

นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนยังมีอาการชาเฉพาะบางส่วนของร่างกาย ไม่ได้เป็นครึ่งซีก ที่พบได้บ่อยคือชามือข้างใดข้างหนึ่งโดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง และจะเป็นมากเวลาใช้มือนานๆ หรือเวลาตื่นนอนตอนเช้า อาการชาแบบนี้มีสาเหตุจากพังผืดกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ซึ่งพบได้บ่อยโดยเฉพาะในคนที่ใช้มือทำงานมากๆ

อาการเวียนศีรษะ

ผู้ป่วยที่มีโรคของสมองบริเวณส่วนหลัง ได้แก่ สมองน้อย ก้านสมอง อาจมีอาการเวียนศีรษะได้ แต่อาการเวียนศีรษะที่ถือว่าเป็นความผิดปกติจริงๆ หมายถึงอาการที่รู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งของรอบตัวหมุนไป เช่น รู้สึกว่าบ้านหมุน หรือตัวเองหมุน บางคนอาจรู้สึกโคลงเคลงคล้ายว่าพื้นเอียงไปจากเดิม หรือรู้สึกว่าแผ่นดินไหวจริงๆ

สำหรับอาการอื่นๆ เช่น รู้สึกมึนงง หนักศีรษะ โดยไม่มีอาการเวียนจนหมุนหรือโคลงเคลง ไม่นับว่าเป็นอาการเวียนศีรษะ อาจจะเรียกว่ามึนศีรษะ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ และมักจะไม่ได้เกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยที่มีอาการเวียนศีรษะจริงๆ คือ รู้สึกหมุนหรือโคลงเคลงขึ้นมาอย่างทันทีทันใด มีสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ เกิดจากโรคของหูชั้นในและโรคในสมอง โดยโรคของหูชั้นในเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยกว่าและมักจะเกิดจากหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนที่ไปอยู่ผิดตำแหน่ง จึงทำให้เวียนศีรษะ เวลาเปลี่ยนท่า โดยเฉพาะเวลาพลิกตะแคงตัว

ในขณะที่โรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการเวียนศีรษะเป็นอาการนำอาจเป็นมากขึ้นจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นถ้ามีอาการเวียนศีรษะที่ไม่เคยเป็นมาก่อนควรรีบไปพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม มีอาการเบื้องต้นหลายอย่างที่พบร่วมกับอาการเวียนศีรษะจะเป็นสัญญาณอันตราย บ่งว่าอาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ อาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอย อาการเห็นภาพซ้อน อาการชาครึ่งซีก อาการเดินเซมากโดยเวียนศีรษะไม่รุนแรง อาการอ่อนแรงครึ่งซีกและอาการเสียงแหบ

อาการประเมินระยะไม่ค่อยถูก

มักพบในผู้ป่วยที่มีโรคบริเวณสมองน้อย อาจพบร่วมกับอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินเซ ทรงตัวไม่ดีโดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน โดยจะเซไปข้างใดข้างหนึ่ง ประเมินหรือกะระยะได้ไม่ดี หยิบของไม่ถูกหรือสะเปะสะปะ อาการเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วควรรีบไปพบแพทย์

มักเห็นเป็นภาพ 2 ภาพห่างกัน เกิดจากการกลอกตาผิดปกติ ซึ่งมักจะเป็นผลจากโรคบริเวณก้านสมอง การเห็นภาพซ้อนนี้ถ้าปิดตาข้างใดข้างหนึ่งภาพซ้อนจะหายไป

อาการตามัวข้างใดข้างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

มักบ่งบอกถึงโรคของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณเส้นประสาทตาหรือจอประสาทตา ซึ่งหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตาเป็นหลอดเลือดเดียวกับที่ไปเลี้ยงสมอง ผู้ป่วยบางรายยังมีอาการตามองไม่เห็นครึ่งซีกในข้างเดียวกันของทั้งสองตา อาการดังกล่าวมักเกิดจากโรคบริเวณสมองส่วนหลัง เช่น ถ้ามีโรคบริเวณสมองส่วนหลังซีกขวาจะทำให้มองไม่เห็นครึ่งซีกซ้ายของทั้งสองตา เป็นผลให้ลานสายตาด้านซ้ายหายไป ซึ่งอาการนี้แตกต่างจากตาบอดข้างเดียว เพราะผู้ป่วยจะมองไม่เห็นทั้งซีก จึงมักมีอาการเดินชนสิ่งของด้านซ้ายหรือขับรถชนด้านซ้ายบ่อยๆ

ข้อมูล : www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารและสาระอื่นๆที่ : www.gameplaytutoriales.com

โรคเครียดลงกระเพาะ คืออะไร เกิดจากอะไร? มาทำความเข้าใจกัน

โรคเครียดลงกระเพาะ เกิดจากอะไร?

โรคเครียดลงกระเพาะ เกิดจากการที่เรามีความเครียดมากจนส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายเกิดความแปรปรวนและเส้นเลือดบีบตัวทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ซึ่งก็เป็นผลให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติจนทำให้กระเพาะเป็นแผลและลำไส้บีบตัวอย่างรุนแรงนั่นเอง

อาการของโรค

สำหรับอาการของโรคอาจไม่แน่นอนในแต่ละบุคคล แต่ก็สามารถสังเกตได้ดังนี้

  • ปวดแน่นบริเวณลิ้นปี่และอาจมีอาการท้องอืด มวนท้องร่วมด้วย
  • คลื่นไส้อาเจียนทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหาร เนื่องจากกระเพาะอาหารเป็นแผลและลำไส้บีบตัวจึงทำให้เกิดอาการดังกล่าว
  • ถ่ายอุจจาระผิดปกติ ซึ่งบางคนอาจถ่ายมากกว่าวันละ 3 ครั้ง และบางคนอาจถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • มักจะรู้สึกว่าถ่ายอุจจาระไม่สุดอยู่เสมอและอาจต้องเบ่งถ่ายมากกว่าปกติ

วิธีรักษาและดูแลตัวเองเมื่อป่วย

เมื่อป่วยด้วยโรคเครียดลงกระเพาะ จะต้องทำการรักษาและดูแลตัวเองมากกว่าปกติ เพื่อให้อาการทุเลาลงและหายเร็วขึ้น โดยมีวิธีดังนี้

1.ระบายความรู้สึกให้ใครสักคนฟัง

เพราะการได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจให้กับใครสักคนฟัง จะทำให้รู้สึกสบายใจและช่วยคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี โดยให้เลือกคนที่คิดว่าไว้ใจได้และรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่คุยกับเขา เท่านี้ก็จะทำให้อาการทุเลาลงอย่างรวดเร็วแล้ว

2.ออกกำลังกายบ่อยๆ

การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟินออกมามากขึ้น ซึ่งสารตัวนี้ก็จะช่วยคลายความเครียดและบรรเทาอาการของโรคเครียดลงกระเพาะได้อย่างดีเยี่ยม

3.ทานยาตามแพทย์สั่ง

ควรทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด จะทำให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วย

4.ปล่อยวางบ้าง

การเก็บทุกเรื่องมาคิด เป็นตัวการหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเครียดและเป็นผลให้เกิดโรคดังกล่าว ดังนั้นจึงควรปล่อยวางบ้าง แล้วอาการป่วยจะดีขึ้นแน่นอน

โรคเครียดลงกระเพาะ

ข้อมูล : www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : www.gameplaytutoriales.com

ภาวะหมดไฟในการทำงาน คืออะไร อย่าละเลยจนปล่อยให้ตัวเองเครียดเกินไป !

ภาวะหมดไฟในการทำงานคืออะไร
ภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน โดยมีอาการหลัก 3 อาการ ได้แก่

1) มีความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ รู้สึกสูญเสียพลังงานทางจิตใจ

2) มองความสามารถในการทำงานของตนเองในเชิงลบ ขาดความรู้สึกประสบความสำเร็จ

3) มองความสัมพันธ์ในที่ทำงานไปในทางลบ รู้สึกเหินห่างจากคนอื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมงาน หรือลูกค้า

คนทำงานอาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหมดไฟ หากรู้สึกว่างานของตนมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. ภาระงานหนัก และปริมาณงานมาก รวมถึงงานมีความซับซ้อน ต้องทำในเวลาเร่งรีบ
2. ขาดอำนาจในการตัดสินใจ และมีปัญหาการเรียงลำดับความสำคัญของงาน
3. ไม่ได้รับการตอบแทน หรือรางวัลที่เพียงพอต่อสิ่งที่ทุ่มเทไป
4. รู้สึกไร้ตัวตนในที่ทำงาน หรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม
5. ไม่ได้รับความยุติธรรม ขาดความเชื่อใจ และการเปิดใจยอมรับกัน
6. ระบบบริหารในที่ทำงานที่ขัดต่อคุณค่า และจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนเอง

ภาวะหมดไฟในการทำงาน

สัญญาณเตือนว่าเริ่มเกิดภาวะหมดไฟมีอะไรบ้าง
– 
อาการทางอารมณ์: หดหู่ เศร้า อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หงุดหงิด ไม่พอใจในงานที่ทำ
          – อาการทางความคิด: เริ่มมองงานหรือคนอื่นในแง่ร้าย ระแวงง่ายขึ้น โทษคนอื่น สงสัยความสามารถของตนเอง และอยากเลี่ยงปัญหา
          – อาการทางพฤติกรรม: หุนหันพลันแล่น ผัดวันประกันพรุ่ง ทำกิจกรรมสร้างความสุขลดลง เริ่มมาทำงานสายบ่อยขึ้น บริหารจัดการเวลาแย่ลง

ระยะต่าง ๆ ในการทำงานซึ่งนำมาสู่ภาวะหมดไฟ (Miller & Smith, 1993) แบ่งได้ดังนี้
1. ระยะฮันนีมูน (the honeymoon) เป็นช่วงเริ่มงาน คนทำงานมีความตั้งใจ เสียสละเพื่องานเต็มที่ พยายามปรับตัวกับเพื่อนร่วมงาน และองค์กร
2. ระยะรู้สึกตัว (the awakening) เมื่อเวลาผ่านไป คนทำงานเริ่มรู้สึกว่าความคาดหวังของตนอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เริ่มรู้สึกว่างานไม่ตอบสนองกับความต้องการของตนทั้งในแง่การตอบแทน และการเป็นที่ยอมรับ คนทำงานอาจรู้สึกว่าชีวิตดำเนินอย่างผิดพลาด และไม่สามารถจัดการได้ ทำให้เกิดความขับข้องใจ และเหนื่อยล้า
3. ระยะไฟตก (brownout) คนที่งานรู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง และหงุดหงิดง่ายขึ้นอย่างชัดเจน อาจมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อหนีความขับข้องใจ เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ดื่มสุรา ส่งผลให้ความสามารถในการทำงานเริ่มลดลง อาจเริ่มมีการแยกตัวจากเพื่อนร่วมงาน มีการวิพากษ์วิจารณ์องค์กรของตนเอง
4. ระยะหมดไฟเต็มที่ (full scale of burnout) หากช่วงไฟตกไม่ได้รับการแก้ไข คนทำงานจะเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง มีความรู้สึกว่าตนเองล้มเหลว สูญเสียความมั่นใจในตนเองไป มีอาการของภาวะหมดไฟเต็มที่
5. ระยะฟื้นตัว (the phoenix phenomenon) หากคนทำงานได้มีโอกาสผ่อนคลาย และพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะสามารถกลับมาปรับตนเองและความคาดหวังต่องานให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น รวมถึงสามารถปรับแรงบันดาลใจ และเป้าหมายในการทำงานด้วย

อย่างไรก็ตาม หากภาวะหมดไฟไม่ได้รับการจัดการ อาจส่งผลด้านต่าง ๆ ดังนี้
– ผลด้านร่างกาย: อาจพบอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ
– ผลด้านจิตใจ: บางรายอาจสูญเสียแรงจูงใจ หมดหวัง รู้สึกหมดหนทางที่จะช่วยให้ดีขึ้น ส่งผลให้มีอาการของภาวะซึมเศร้า และอาการนอนไม่หลับได้ อาจพบมีการใช้สารเสพติดเพื่อจัดการกับอารมณ์
– ผลต่อการทำงาน: อาจขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อาจคิดเรื่องลาออกในที่สุด

หากเกิดภาวะหมดไฟ จะจัดการอย่างไร
– 
พัฒนาทักษะในการจัดการปัญหา และความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงทักษะการสื่อสาร เจรจาต่อรอง การยืนหยัดเพื่อรักษาสิทธิ์อันชอบธรรมของตนเอง
          – ยอมรับความแตกต่างของคน และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่อาจไม่ตรงกัน ไม่ด่วนตัดสินคนอื่น
          – แสวงหาความช่วยเหลือ และอาจหาที่ปรึกษา (coach and mentor)
          – ร่วมกิจกรรมทางสังคม และกิจกรรมเพื่อสุขภาพ

ภาวะหมดไฟในการทำงาน ไม่ใช่โรคซึมเศร้า แต่ถ้าหากคนทำงานเริ่มมีอาการเศร้าหดหู่ เบื่อหน่ายสิ่งรอบตัว รู้สึกทุกข์ทรมานกับการใช้ชีวิต หรือมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ ควรสงสัยว่าอาจเป็นโรคซึมเศร้าแนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

ข้อมูลจาก : www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ : www.gameplaytutoriales.com

วิธีการ อดอาหาร แบบ IF 16: 8 สำหรับสาวๆ ที่ต้องการลดน้ำหนัก !

อดอาหาร

การ อดอาหาร คืออะไร?

เพื่ออธิบายให้ชัดเจน เมื่อเราพูดถึงการ อดอาหาร ที่นี่เราหมายถึงการอดอาหารเป็นระยะ ๆ แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

วิธีการอดอาหารที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือวิธีการควบคุมอาหารแบบ IF 16: 8 เมื่อคุณอดอาหารเป็นเวลา 16 ชั่วโมง และกินได้ในเวลา 8 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการอดอาหารอื่น ๆ เช่นอดอาหารแบบ 5: 2 คือการกินอาหารตามปกติ 5 วัน และกินอาหารที่มีแคลอรีต่ำ 2 วัน อันที่จริงยังมีเวอร์ชั่นที่รุนแรงกว่านี้แต่เราไม่แนะนำ การอดอาหารได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าเป็นวิธีที่ได้ผลและไม่มีโทษสำหรับการลดน้ำหนัก เพราะวิธีนี้จะทำให้ร่างกายของคุณมีเวลาในการซ่อมแซม เนื่องจากไม่ต้องทำหน้าที่ย่อยอาหารและการเก็บรักษาอาหารจากการกินตลอดเวลา

จากนั้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ต่อมา ก็ให้ค่อยๆ เพิ่มช่วงเวลาในการอดอาหาร นั้นคือให้หยุดกินในเวลา 19.00-20.00 น. และไปสิ้นสุดที่ 11.00-12.00 น. ของวันถัดไป

อย่ามัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่งที่จะลดน้ำหนัก ยิ่งคุณเริ่มต้นการอดอาหารเร็วเท่าใดคุณก็จะเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้นเท่านั้น

คุณกินอะไรได้บ้างในช่วงที่ อดอาหาร

ในช่วงที่อดอาหารก็คือห้ามทานอาหารที่มีแคลอรี่เด็ดขาด แน่นอนคุณสามารถดื่มน้ำเปล่าได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว อันที่จริงคุณดื่มน้ำเปล่ามากๆ ในช่วงที่คุณอดอาหาร หรือคุณอาจจะเปลี่ยนเป็นกาแฟดำและชาเขียวก็ยังได้ ชาเขียวในที่นี้ไม่ต้องบอกนะคะว่ามันไม่ใช่ชาเชียวที่ใส่นมใส่น้ำตาลและเพิ่มไข่มุก สาวๆ อย่าเข้าใจผิดเด็ดขาดนะคะ ไม่งั้นแย่แน่ๆ  และทั้งนี้ทั้งนั้นควรบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในประมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียง

สำหรับช่วงที่กินอาหารได้นั้น ไม่มีข้องบังคับในการเลือกกิน แต่อยากให้คุณหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปหรืออาหาร fast food เลือกทานอาหารที่ให้ไขมันดี รวมถึงงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(ในปริมาณที่มากเกินไป) และหากหลีกเลี่ยงน้ำตาลได้ก็ควรทำ หลักการทั่วไปแล้วให้เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ในช่วงเริ่มต้นไม่ควรลดแคลอรีมากจนเกินไป ควรให้ร่างกายของคุณปรับตัวให้ได้ก่อน

ข้อควรระวังในการ อดอาหาร

การอดอาหารให้ปลอดภัยนั้นสามารถทำได้ ตราบใดที่คุณไม่อดอาหารอย่างหักโหมเกินไป สำหรับบางคนที่ปกติแล้วชอบทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง และไม่เคยต้องอดอาหาร (หมายถึงกินตลอดเวลาตามความต้องการ ไม่กินเป็นเวลา) ก็อาจจะมีผลข้างเคียง อาทิเช่น วิงเวียนศีรษะ หงุดหงิดง่าย ดังนั้นคุณควรเริ่มจากการปรับรูปแบบการกินและช่วงเวลาในการอดอาหารก่อนให้ร่างกายได้ปรับตัวได้ และพยายามอย่าลดปริมาณแคลอรี่จากปกติที่กินอยู่จนมากเกินไป

จากนั้นค่อยๆ ปรับเปลี่ยนระยะเวลาในการอดให้มากขึ้น และปรับเปลี่ยนอาหารที่ทานให้เป็นอาหารที่ดีต่อร่างกายแทนแบบ 100%

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารและสาระอื่น ๆ : www.gameplaytutoriales.com

 

มาตราการรับมือ COVID-19 สำหรับ โรงเรียน ทั่วประเทศ !

โรงเรียน เป็นสถานที่ที่มีเด็ก ครูหรือผู้ดูแลนักเรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ แม่ครัว และผู้ปฏิบัติงาน จำนวนมากอยู่ร่วมกัน จึงมีโอกาสที่จะเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของ เชื้อCOVID-19 ได้ง่าย

การให้ความร่วมมือปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานอย่างเคร่งครัด สามารถหยุดยั้งการแพร่กระจายของ เชื้อCOVID-19 ได้ โดยคำแนะนำสำหรับโรงเรียนเพื่อสุขภาพที่ดี ดังนี้

ตัวอย่างมาตรการระยะห่างปลอดภัย

-จัดโต๊ะเรียน โต๊ะรับประทานอาหารกลางวัน และโต๊ะทำงานครูให้มีระยะห่าง
-ทำสัญลักษณ์เพื่อเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล เช่น จุดตรวจวัดไข้ก่อนเข้าโรงเรียน แถวรับอาหารกลางวัน จุดล้างมือ เป็นต้น
-เหลื่อมเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน
-สำหรับเด็กเล็กที่ยังต้องนอนกลางวัน หรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่มีโรงนอน ให้รักษาระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 1 เมตร โดยไม่เอาศรีษะชนกันและแยกอุปกรณ์เครื่องใช้เป็นของส่วนตัว ไม่-ใช้ร่วมกัน กรณีหากมีเด็กป่วยให้หยุดอยู่กับบ้าน

ระยะเตรียมการก่อนเปิดเรียน

-ตรวจสอบสถานที่ ซ่อมแซม ปรับปรุง ทำความสะอาด อาคารเรียน ห้องเรียน ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา เครื่องเด็กเล่น ห้องน้ำ ห้องส้วม ห้องครัวและอุปกรณ์ โรงอาหาร -สถานที่ รับประทานอาหาร และอื่น ๆ ที่ครู นักเรียน อยู่ร่วมกันและมีพื้นที่สัมผัส
-ตรวจสอบอ่างล้างมือให้มีเพียงพอ อยู่ในสภาพดี พร้อมใช้งาน รวมถึงสบู่ล้างมือที่เพียงพอ
-จัดสถานที่เพื่อเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล เช่น การเข้าแถว การเข้าคิว การนั่งเรียน การจัดที่นั่งรับประทานอาหาร ตามมาตรการเว้นระยะห่างทางกายภาพ

คำแนะนำระยะห่างปลอดภัยโควิด-19

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำระยะห่างทางสังคม หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า ระยะห่างทางกายภาพว่าเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ควรเว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไอ จาม และมีไข้ เพื่อป้องกันการรับเชื้อโรค

 

มาตราการรับมือ COVID-19 สำหรับ โรงเรียน ทั่วประเทศ !

ที่มาของข้อมูล : www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารอีกมายมายที่ : https://www.gameplaytutoriales.com

โรคเบาหวาน คือ มาทำความรู้จักกัน ?- สาระน่ารู้ต่างๆ เกี่ยวกับโรคต่างๆ !

โรคเบาหวาน

-โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อปริมาณอินซูลินในเลือดไม่เพียงพอต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลงไปอยู่ในระดับปกติ

-อาการจะรวมถึงความเหนื่อยล้า กระหายน้ำและหิวเพิ่มขึ้นและการปัสสาวะบ่อยขึ้น

-การจัดการโรคเบาหวานถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการป้อกงันความเสียหายถาวรที่อาจเกิดกับอวัยวะของคุณเนื่องจากระดับน้ำตาบในเลือดสูง

โรคเบาหวาน - อาการ, สาเหตุ, การรักษา - พบแพทย์

การทดสอบเบาหวาน

-การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FPG) ≥126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

-การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมงหลังอาหาร (OGTT) ≥200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

-การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c ≥ 6.5%

อาการของโรคเบาหวาน

 

-ถ่ายปัสสาวะบ่อย

-กระหายน้ำมาก

-หิวมากแม้ระหว่างกำลังรับประทาน

-ตาพร่ามัว

-อ่อนเพลียมาก

-มีแผลหายช้า

-รู้สึกคล้ายเข็มทิ่ม ปวด หรือชาที่มือหรือเท้า

เมื่อไรที่คุณต้องเริ่มการใช้ยาในการป้องกันการเกิดเบาหวาน

หากคุณมีอย่างน้อย 1 ใน 3 ข้อด้านล่าง คุณควรปรึกษาแพทย์เรื่องแผนการรักษาด้วยยาต่อไป

1.ระดับน้ำตาลยังคงสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคราวที่แล้ว และ/หรือน้ำหนักไม่ลดลงมากกว่า 5-7%

2.ไม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น วันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์

3.มีข้อห้ามในการออกกำลังกาย

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระต่าง  ๆ : https://www.gameplaytutoriales.com

แผลแบบไหนควรปิดหรือไม่ปิด พลาสเตอร์ วันนี้มาคลายสงสัยกัน !

เป็นแผลควรปิดหรือไม่ปิด พลาสเตอร์ กันแน่

เวลาที่เราเป็นแผลนั้น สิ่งที่จะต้องระวังให้มากก็คือ การติดเชื้อที่แผล (wound infection) จากการที่เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่รอยเปิดที่ผิวหนัง แล้วอาจจะลามลงไปสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง หรืออวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงกับแผล ซึ่งอาจจะเกิดอาการขึ้น 2-3 วันหลังจากมีแผล หรือเป็นแรมเดือนหลังจากนั้นก็ได้ เช่น แผลมีรอยแดง เจ็บ บวม เริ่มมีกลิ่นเหม็น มีหนองออกมา ฯลฯ

อาการเช่นนั้น แสดงว่าเริ่มเกิดการสะสมและเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรียที่เข้าสู่บาดแผล ซึ่งอาจจะมาจากเชื้อที่อยู่บนผิวหนังอยู่แล้ว หรือมาจากเชื้อที่กระจายอยู่ในอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงมีเชื้อปนเปื้อนอยู่ในอุปกรณ์ทำแผล ถ้าเกิดเป็นเชื้อแบคทีเรียพวก สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส เชื้อสเตรปโตคอคคัส พัยโอจีเนส เชื้อซูโดโมแนส แอรูจิโนซา ฯลฯ ก็จะยิ่งมีอาการติดเชื้อหนักขึ้น ซึ่งถ้าการติดเชื้อรุนแรง อาจจะต้องให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาการติดเชื้อ หรือ ต้องผ่าตัดล้างแผลให้สะอาด เพราเอาเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อทิ้งไป

ดังนั้น การทำแผลให้ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ไม่ควรปล่อยปละละเลย ตามขั้นตอนดังนี้ (สมมติว่าเป็นแผลสดทั่วไป)

1. ถ้ามีเลือดออก ให้ทำ การห้ามเลือด.
2. ถ้ามีบาดแผลเล็กน้อย ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาด (เช่น น้ำก๊อก น้ำสุก) กับสบู่ แล้วใช้ไม้พันสำลีหรือผ้าก๊อซซับให้แห้ง เช็ดรอบแผลด้วยน้ำยาโพวิโดนไอโอดีน, แอลกอฮอล์ หรือ ทิงเจอร์ใส่แผลสด อย่าเช็ดที่แผล
3. ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซหรือแผ่นพลาสเตอร์ปิดแผลสำเร็จรูป ห้ามถูกน้ำ
4. ทำแผลวันละ 1-2 ครั้ง ระวังไม่ให้แผลถูกน้ำจนกว่าแผลจะหาย
5. ถ้าแผลติดเชื้อ เป็นหนอง หรือมีไข้ ควรไปหาหมอเพื่อพิจารณาให้ ยาปฏิชีวนะ
6. ถ้าบาดแผลขนาดใหญ่ ควรรีบพาไปหาหมอ เช่น มีแผลแยกกว้าง แผลลึก เลือดออกมาก แผลถูกแทงบริเวณท้อง หน้าอกหรือหลัง บาดแผลที่เกิดจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ (เช่น รถชน ตกจากที่สูง) บาดแผลที่สกปรกชะล้างออกยาก หรือบาดแผลตะปูตำ หรือสัตว์กัด

ระหว่างที่บาดแผลกำลังสมานตัว ควรระมัดระวังไม่ให้พลาสเตอร์ปิดแผลนั้นเปียกน้ำ หรือสกปรก พลาสเตอร์ยาจะช่วยป้องกันแผลจากการติดเชื้อ และช่วยดูดซับของเหลวจากบาดแผล ถ้าพลาสเตอร์เปียกน้ำ ควรรีบเปลี่ยนพลาสเตอร์ทันที โดยให้ลอกพลาสเตอร์ออกอย่างช้า ๆ และควรเปลี่ยนพลาสเตอร์ทุกวัน จะช่วยให้แผลแห้งเร็วขึ้น

ถ้าแผลมีขนาดใหญ่ ควรจะเลือกใช้พลาสเตอร์ชนิดปิดแน่น หรือกึ่งปิดแน่น เพื่อคงความชุ่มชื้นและลดการเกิดรอยแผลเป็น ถ้าเป็นแผลขนาดกลางหรือเป็นแผลบนฝ่ามือ หัวเข่า และบริเวณอื่นที่เสียดสีกับเสื้อผ้า หรือสัมผัสกับสิ่งสกปรกได้ง่าย ก็ควรเลือกใช้พลาสเตอร์แบบแถบกาว ซึ่งควรจะสามารถกันน้ำได้ พร้อมกับมีรูระบายอากาศด้วย เพื่อทำให้เมื่อปิดแผลแล้ว แผลจะได้สะอาด ไม่อับชื้น ไม่มีการติดเชื้อโรคที่อาจจะมากับน้ำ

พลาสเตอร์

แต่ถ้าแผลมีขนาดเล็กและไม่ได้อยู่ในบริเวณดังกล่าว ก็อาจไม่จำเป็นต้องปิด พลาสเตอร์ เนื่องจากแผลจะแห้งเร็ว และหายได้เอง

ข้อมูลข่าวสารจาก : https://www.interguardias.com/เวลาเป็นแผลควรปิดหรือไม่ปิด พลาสเตอร์ ดีนะ คำถามที่สงสัยกันมาตลอด !

ติดตามสาระเพิ่มเติม :https://www.gameplaytutoriales.com

“แมว” ความเป็นมาของสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก ประจำบ้านของทุกคนกัน

แมว หรือ แมวบ้าน (ชื่อวิทยาศาสตร์Felis catus) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อยู่ในตระกูล Felidae ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับสิงโตและ

เสือดาว ต้นตระกูลแมวมาจากเสือไซบีเรียน (Felis tigris altaica) ซึ่งมีช่วงลำตัวตั้งแต่จมูกถึงปลายหางยาวประมาณ 4 เมตร แมวที่

เลี้ยงตามบ้าน จะมีรูปร่างขนาดเล็ก ขนาดลำตัวยาว ช่วงขาสั้นและจัดอยู่ในกลุ่มของประเภทสัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร มีเขี้ยวและเล็บแหลม

คมสามารถหดซ่อนเล็บได้เช่นเดียวกับเสือ สืบสายเลือดมาจากแมวป่าที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งลักษณะบางอย่างของ แมว ยังคงพบเห็นได้

ในแมวบ้านปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแมวพันธุ์แท้หรือแมวพันธุ์ทาง

แมว เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เมื่อประมาณ 9,500 ปีก่อน  ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของ

แมวคือการทำมัมมี่แมวที่ค้นพบในสมัยอียิปต์โบราณ หรือในพิพิธภัณฑ์อังกฤษในกรุงลอนดอน มีการแสดงสมบัติที่นำออกมาจากปิรามิด

โบราณแห่งอียิปต์ ซึ่งรวมถึงมัมมี่แมวหลายตัว ซึ่งเมื่อนำเอาผ้าพันมัมมี่ออกก็พบว่า แมวในสมัยโบราณทุกตัวมีลักษณะใกล้เคียงกัน คือ

เป็นแมวที่มีรูปร่างเล็ก ขนสั้นมีแต้มสีน้ำตาล มีความคล้ายคลึงกับพันธุ์ในปัจจุบัน ที่เรียกว่าแมวอะบิสสิเนียน

ลักษณะเฉพาะ

แมวเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่มีรูปร่างเพรียว มีหางยาว และบังคับหางได้ มีใบหน้าที่เรียวและโครงหน้าแหลมเช่นเดียวกับเสือและสัตว์อื่น ๆ ในวงศ์เดียวกัน เป็นสัตว์ที่มีเล็บแหลมคม และมีตาที่สามารถมองเห็นในเวลากลางคืนได้ดี แมวจะนอนหลับในเวลากลางวันและตื่นในเวลากลางคืน

ตกจากที่สูง  

แมวเป็นสัตว์ที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่มีในสัตว์ประเภทอื่น คือ ความสามารถของแมวเมื่อตกจากที่สูง ซึ่งพบว่าแมวแทบจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยหรือบาดเจ็บก็เพียงเล็กน้อย เพราะแมวสามารถพลิกตัวกลับกลางอากาศได้และลงในท่วงท่าที่ปลอดภัยที่สุด ในลักษณะของหลักการโมเมนตัม เนื่องจากแมวสามารถบิดตัวเองได้โดยใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อ โดยจะหมุนขาคู่หน้าไปในทิศทางลงพื้นก่อน โดยจะหดขาคู่หน้าลงและยื่นขาหลังออก เมื่อแมวยืดขาหลังออก ส่วนขาหน้าหดลง การหมุนในสองทิศทางนี้จึงมีปริมาณไม่เท่ากัน โดยขาคู่หน้าหมุนได้เร็วกว่าขาคู่หลัง ขณะที่กำลังตกแมวจะคอยปรับแต่งโมเมนต์ความเฉื่อยโดยการหดและยืดขา จนหงายกลับมาในตำแหน่งที่เท้าลง เมื่อถึงพื้นขาจึงลงก่อนและช่วยให้ปลอดภัยมีการทดสอบด้วยการโยนแมวจำนวน 132 ตัว ตกจากตึกที่มีความสูงตั้งแต่ 2-32 ชั้น พบว่า 67 % ของแมวที่ตกลงมาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น และเมื่อได้รับการรักษาพบว่ามีถึง 90 % ที่จะหายเป็นปกติ

ซึ่งจากการที่แมวตกจากที่สูงโดยไม่เป็นอันตรายแบบนี้นั้น จึงมีสำนวนในภาษาไทยเรียกว่า “แมว 9 ชีวิต” อันหมายถึง บุคคลที่ผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้งแล้วยังมีชีวิตรอดมาได้ เช่นเดียวกับแมวนี่เอง

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ

แมวเป็นสัตว์เลี้ยงคลายเหงาที่นิยมมากชนิดหนึ่งใกล้เคียงกับสุนัข แมวบางสายพันธุ์เช่น แมวสีสวาด และแมววิเชียรมาศ เป็นแมวไทยที่สวยงามเป็นที่ชื่นชอบทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของสายพันธุ์ มีการเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์เพื่อขาย ถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ นอกจากนี้อุจจาระของแมวสามารถนำมาทำปุ๋ยได้      

 การจัดจำแนกแมว

  โดยทั่วไปมีการแบ่งพันธุ์แมวออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ แมวขนยาว (longhaired cat) และแมวขนสั้น (shorthaired cats) การแบ่งพันธุ์ด้วยวิธีนี้ทำให้จำแนกแมวออกได้ตามลักษณะพันธุ์ที่จำเพาะต่างๆ กัน การจัดจำแนกแมวในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีการกำหนดมาตรฐานของพันธุ์แมวที่เป็นที่ยอมรับกัน ทั้งนี้ลักษณะมาตรฐานของพันธุ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ การใช้ชื่อเรียกพันธุ์แมวที่แสดงถึงลักษณะของพันธุ์ที่จำเพาะมีความแตกต่างกันระหว่างในยุโรปและสหรัฐอเมริกา และมีบางพันธุ์มีการจัดจำแนกเฉพาะต่างหากในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แมวมีมากมายหลายพันธุ์ เช่น แมวเปอร์เซีย แมววิเชียรมาศ ฯลฯ

แมว

แหล่งที่มาข้อมูล : www.interguardias.com

ติดตามสาระเพิ่มเติมได้ที่ : www.gameplaytutoriales.com

สมาร์ททีวี (Smart TV) คืออะไร ? มาทำความรู้จัก เจ้านี้กัน

สมาร์ททีวี (Smart TV) สมาร์ททีวี (Smart TV) คืออะไร

สมาร์ททีวี คือ การถูกผสมผสานระหว่างทีวีกับคอมพิวเตอร์ โดยมีคุณสมบัติเหมือนโทรทัศน์ดิจิตอลทั่วไปทุกอย่าง แต่มาพร้อมกับคุณสมบัติสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ มีส่วนติดต่อกับผู้ใช้งาน (User Interface) สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นและเนื้อหาสาระบันเทิงต่างๆ เพิ่มเติมมาใช้งาน เช่นเดียวกับที่สมาร์ทโฟนและแท็ปเล็ตสามารถทำได้ แต่ต่างจาก Internet TV และคนมักจะเข้าใจผิดว่าเหมือนกัน ซึ่ง Internet TV นั้นจะรับเนื้อหาทีวีจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยตรงมาทั้งหมด ในขณะที่สมาร์ททีวีสามารถรับเนื้อหาได้แบบโทรศัพท์ปกติและจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ตด้วย ในปัจจุบันนี้สมาร์ททีวีได้รับความนิยมมากขึ้น จึงทำให้ค่ายผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีหลายเจ้ากระโดดเข้าสู่ตลาดนี้ เช่น Samsung, LG, Panasonic, Sharp, Sony, TCL, Toshiba เป็นต้น เมื่อมีการแข่งขันกันมากขึ้น ก็ส่งผลให้ราคาลดลงหากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นและอาจจะเข้าไปทดแทนทีวีแบบปกติในอนาคตก็เป็นได้

คุณสมบัติที่น่าสนใจของสมาร์ททีวี
  • เทคโนโลยีจอภาพของสมาร์ททีวีก็เหมือนกับทีวีดิจิตอลปกติ นั่นคือ มีให้เลือกกันหลากหลาย โดยที่นิยมมากที่สุดในตลาดขณะนี้คือ LED ที่ถูกพัฒนาต่อจากเทคโนโลยีแบบเดิมคือ LCD ทำให้คุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่น ทำให้มีคุณสมบัติกินไฟน้อยลง แสดงสีสันได้ชัดเจนและสว่างขึ้น แสดงสีดำสนิทมากขึ้น และตอบสนองเร็วขึ้น นอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยี Plasma และ OLE อีก แต่ยังมีราคาแพงกว่า จึงยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายเท่าเทคโนโลยี LED
  • ความละเอียดภาพหรือ Resolution มีให้หลายระดับเช่นเดียวกับทีวีดิจิตอลปกติ นั่นคือ ยิ่งคมชัดราคาก็จะยิ่งสูงตาม สามารถแบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ๆ คือ High Defination (HD) มีความละเอียด 1366 x 768 พิกเซล, Full High Defination (Full HD) มีความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล และ Ultra High Defination (UHD หรือ 4K) มีความละเอียด 3840 x 2160 พิเซล
  • หลังจากที่ประเทศไทยเปลี่ยนระบบแพร่ภาพโทรทัศพ์จากระบบอนาล็อกไปเป็นระบบดิจิตอล DVB-T2 ทำให้ช่องทีวีเพิ่มขึ้นหลายเท่า ภาพและเสียงคมชัดขึ้นทั้งในแบบ Standard Defination (SD) และ High Defination (HD) ทำให้ทีวีดิจิตอลและรวมถึงสมาร์ททีวี ที่ขายในท้องตลาดที่ผลิตออกมาล็อตใหม่ๆ มีระบบรองรับแพร่ภาพดิจิตอลแบบ DVB-T2 มาในตัวเลย โดยไม่ต้องใช้กล่อง Set-top Box อีกต่อไป
  • หน้าจอของสมาร์ททีวีในท้องตลาดมีให้เลือกหลากหลายขนาด ตั้งแต่ 32, 43, 48, 55, 65, 70, 78, 80, 85 นิ้ว ไปจนถึงหน้าจอใหญ่มากถึงขนาด 105 นิ้ว เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามในการเลือกซื้อนั้น ต้องคำนึงถึงขนาดพื้นที่หรือห้องที่เราจะนำทีวีไปวางด้วย หากระยะจากหน้าจอถึงคนดูใกล้กันเกินไปอาจทำให้สีสันและความคมชัดผิดเพี้ยนไปได้
  • สิ่งที่ทำให้ควบคุมและทำให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งงานสมาร์ททีวีได้ คือ ระบบปฏิบัติการ (OS) ซึ่งถือเป็นหัวใจหรือมันสมองเลยก็ว่าได้ ผู้ผลิตแต่ละแบรนด์ได้เลือกใช้ระบบปฏิบัติการแตกต่างกัน เช่น แบรนด์ Samsung เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Tizen, แบรนด์ LG เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ webOS,แบรนด์ TCL เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Roku OS, แบรนด์ Panasonic เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ Firfox OS เป็นต้น นอกจากนั้นยังมียักษ์ใหม่อย่าง Google ได้ทำระบบปฏิบัติการสำหรับทีวีขึ้นด้วย เรียกว่า Android TV ซึ่งแบรนด์ที่นำไปใช้ก็คือ Sony นั่นเอง
ติดตามข่าวสารเทคโนโลยีมากมายที่นี่ : https://www.gameplaytutoriales.com

มารู้จัก”พลาสติกชีวภาพ”เทคโนโลยีที่จะพาเราช่วยโลกได้เยอะ

พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic)

พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) หรือพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ (Biodegradable plastic) หมายถึงพลาสติกที่ผลิตขึ้นจากวัสดุธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นพืช สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable) ช่วยลดปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม

วัสดุธรรมชาติที่สามารถนำมาผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพมีหลายชนิด เช่น cellulose collagen casein polyester แป้ง (starch) โปรตีนจากถั่ว และข้าวโพด เป็นต้น และในบรรดาวัสดุธรรมชาติทั้งหลาย แป้ง นับว่าเหมาะสมที่สุดเพราะมีจำนวนมากและราคาถูก เนื่องจากสามารถหาได้จากพืชชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี มันฝรั่ง มันเทศ มันสำปะหลัง เป็นต้น

พลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากแป้งโดยตรงจะมีขีดจำกัด เพราะจะเกิดการพองตัวและเสียรูปร่างเมื่อได้รับความชื้น จึงได้มีการใช้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปย่อยสลายแป้ง แล้วเปลี่ยนแป้งให้กลายเป็นโมโนเมอร์ (monomer) ที่เรียกว่ากรดแลคติก (lactic acid) จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการ polymerization ทำให้กรดแลคติกเชื่อมกันเป็นสายยาวที่เรียกว่า โพลีเมอร์ (polymer)

พลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ : บจก.นครินทร์ บรรจุภัณฑ์ จำหน่ายบรรจุ ...

ประเภทของพลาสติกย่อยสลายได้

จะแบ่งประเภทของการย่อยสลายออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. การย่อยสลายได้โดยแสง (Photodegradation) การย่อยสลายโดยแสงมักเกิดจากการเติมสารเติมแต่งที่มีความว่องไวต่อแสงลงในพลาสติกหรือสังเคราะห์โคพอลิเมอร์ให้มีหมู่ฟังก์ชันหรือพันธะเคมีที่ไม่แข็งแรง แตกหักง่ายภายใต้รังสี (UV) เช่น หมู่คีโตน (Ketone group) อยู่ในโครงสร้าง เมื่อสารหรือหมู่ฟังก์ชันดังกล่าวสัมผัสกับรังสียูวีจะเกิดการแตกของพันธะกลายเป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ซึ่งไม่เสถียร จึงเข้าทำปฏิกิริยาต่ออย่างรวดเร็วที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการขาดของสายโซ่ แต่การย่อยสลายนี้จะไม่เกิดขึ้นภายในบ่อฝังกลบขยะ กองคอมโพสท์ หรือสภาวะแวดล้อมอื่นที่มืด หรือแม้กระทั่งชิ้นพลาสติกที่มีการด้วยหมึกที่หนามากบนพื้นผิว เนื่องจากพลาสติกจะไม่ได้สัมผัสกับรังสียูวีโดยตรง

2. การย่อยสลายทางกล (Mechanical Degradation) โดยการให้แรงกระทำแก่ชิ้นพลาสติกทำให้ชิ้นส่วนพลาสติกแตกออกเป็นชิ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้โดยทั่วไปในการทำให้พลาสติกแตกเป็นชิ้นเล็กๆ

3. การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidative Degradation) การย่อยสลายผ่านฏิกิริยาออกซิเดชันของพลาสติก เป็นปฏิกิริยาการเติมออกซิเจนลงในโมเลกุลของพอลิเมอร์ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติอย่างช้าๆ โดยมีออกซิเจน และความร้อน แสงยูวี หรือแรงทางกลเป็นปัจจัยสำคัญ เกิดเป็นสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (hydroperoxide, ROOH) ในพลาสติกที่ไม่มีการเติม สารเติมแต่งที่ทำหน้าที่เพิ่มความเสถียร (stabilizing additive) แสงและความร้อนจะทำให้ ROOH แตกตัวกลายเป็นอนุมูลอิสระ RO และ OH) ที่ไม่เสถียรและเข้าทำปฏิกิริยาต่อที่พันธะเคมีบนตำแหน่งคาร์บอนในสายโซ่พอลิเมอร์ ทำให้เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาขึ้นในปัจจุบันทำให้พอลิโอเลฟินเกิดการย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชันกับออกซิเจนได้เร็วขึ้นภายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยการเติมสารเติมแต่งที่เป็นเกลือของโลหะทรานสิชัน ซึ่งทำหน้าที่คะตะลิสต์เร่งการแตกตัวของสารประกอบไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (Hydroperoxpide, ROOH) เป็นอนุมูลอิสระ (Free radical) ทำให้สายโซ่พอลิเมอร์เกิดการแตกหักและสูญเสียสมบัติเชิงกลรวดเร็วยิ่งขึ้น

4. การย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (Hydrolytic Degradation) การย่อยสลายของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์ เช่น แป้ง พอลิเอสเทอร์ พอลิแอนไฮดรายด์ พอลิคาร์บอเนต และพอลิยูริเทน ผ่านปฏิกิริยาก่อให้เกิดการแตกหักของสายโซ่พอลิเมอร์ ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสที่เกิดขึ้น โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ใช้คะตะลิสต์ (Catalytic hydrolysis) และไม่ใช้คะตะลิสต์ (Non-Catalytic Hydrolysis) ซึ่งประเภทแรกยังแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ แบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายนอกโมเลกุลของพอลิเมอร์เร่งให้เกิดการย่อยสลาย (External Catalytic Degradation) และแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากจากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์เองในการเร่งให้เกิดการย่อยสลาย (Internal catalytic degradation) โดยคะตะลิสต์จากภายนอกมี 2 ชนิด คือ คะตะลิสต์ที่เป็นเอนไซม์ต่างๆ (Enzyme) เช่น Depolymerase lipase esterase และ glycohydrolase ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางชีวภาพ และคะตะลิสต์ที่ไม่ใช่เอนไซม์ (Non-enzyme) เช่น โลหะแอลคาไลด์ (alkaline metal) เบส (base) และกรด(acid) ที่มีอยู่ในสภาวะแวดล้อมในธรรมชาติ ในกรณีนี้จัดเป็นการย่อยสลายทางเคมี สำหรับปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสแบบที่ใช้คะตะลิสต์จากภายในโมเลกุลของพอลิเมอร์นั้นใช้หมู่คาร์บอกซิล(Carboxyl Group) ของหมู่เอสเทอร์ หรือเอไมด์บริเวณปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ในการเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลายผ่าปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส

5. การย่อยสลายทางชีวภาพ (Biodegradation) การย่อยสลายของพอลิเมอร์จากการทำงานของจุลินทรีย์โดยทั่วไปมีกระบวนการ 2 ขั้นตอน เนื่องจากขนาดของสายพอลิเมอร์ยังมีขนาดใหญ่และไม่ละลายน้ำ ในขั้นตอนแรกของของการย่อยสลายจึงเกิดขึ้นภายนอกเซลล์โดยการปลดปล่อยเอ็นไซม์ของจุลินทรีย์ซึ่งเกิดได้ทั้งทั้งแบบใช้ endo-enzyme หรือ เอนไซม์ที่ทำใหเกิดการแตกตัวของพันธะภายในสายโซ่พอลิเมอร์อย่างไม่เป็นระเบียบ และแบบ exo-enzyme หรือเอนไซม์ที่ทำให้เกิดการแตกหักของพันธะทีละหน่วยจากหน่วยซ้ำที่เล็กที่สุดที่อยู่ด้านปลายของสายโซ่พอลิเมอร์ เมื่อพอลิเมอร์แตกตัวจนมีขนาดเล็กพอจะแพร่ผ่านผนังเซลล์เข้าไปในเซลล์ และเกิดการย่อยสลายต่อในขั้นตอนที่ 2 ได้ผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนสุดท้าย (ultimate biodegradation) คือ พลังงาน และสารประกอบขนาดเล็กที่เสถียรในธรรมชาติ (Mineralization) เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สมีเทน น้ำ เกลือ แร่ธาตุต่างๆ และมวลชีวภาพ (biomass)

ความจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับพลาสติกชีวภาพที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ...

ที่มาของแหล่งข้อมูล : http://www.thaigoodview.com/node/17034

อ่านสาระเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.gameplaytutoriales.com