เทคนิคการกินอาหารลดน้ำหนัก

แม้อาหารประเภททอดๆ มันๆ จะมีความอร่อยอยู่ไม่น้อย แต่หากทานมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ถ้าจะให้เปลี่ยนไปทานเมนูอาหารคลีน อาหารลดน้ำหนัก แบบปุบปับก็คงจะปรับตัวไม่ทัน วันนี้เราจึงมี เทคนิคการเลี่ยงอาหารมัน มาฝาก

มีหลายคนชอบทานของทอดของมันเป็นชีวิตจิตใจ ทานเป็นประจำทุกวัน ทุกมื้อ จะให้เปลี่ยนมาลองทานเมนูอาหารลดน้ำหนักแทนก็บอกขอบาย เรียกได้ว่าขาดมันแทบไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าหากทานเยอะเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกาย เสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆ ก็ไม่วายขอตามใจปากก่อน แต่ถ้าคุณอยากจะลุกขึ้นมาปฏิวัติการกินอาหารของคุณแบบเราแล้วล่ะก็… วันนี้เรามีวิธีเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน มานำเสนอค่ะ ว่าแต่จะมีวิธีเลี่ยงแบบไหนบ้าง เราไปดูกันเลยดีกว่า

1. อ่านฉลากก่อนซื้อทุกครั้ง

เมื่อคุณไปซุปเปอร์มาเก็ตทุกครั้ง ก่อนที่จะหยิบอะไรใส่ลงไปในตะกร้าควรหยุดคิดสักนิดค่ะ ให้พลิกดูฉลากสินค้าก่อนว่ามีส่วนประกอบจากโซเดียมเท่าไหร่ มีไขมันอิ่มตัวกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะขนมหลายอย่างมีไขมันมากกว่าที่เราคิด อ้อ… เราขอแนะนำให้อ่านที่ค่าน้ำตาลด้วยนะคะ เพราะถึงแม้อาหารบางชนิดจะโลว์แฟต แต่ไม่โลว์ชูก้านะจ๊ะ ฉะนั้นต่อไปจะหยิบอะไรมาทานก็ต้องรอบคอบ อย่าวู่วามในการซื้ออาหาร

2. เลือกกินอาหารหลากหลาย

ที่ให้เลือกทานอาหารหลากหลาย เปลี่ยนเมนูการกินทุกวัน ก็เพื่อไม่ให้เกิดความจำเจของการทานอาหารนั่นเองค่ะ ยกตัวอย่าง เช่น หากเราทานของทอดเป็นเวลานานติดต่อกัน อาจเกิดไขมันสะสมจนกลายเป็นโรคอ้วน หรือไขมันอุดตันได้ จึงต้องใช้ความหลากหลายของรสชาติมาเป็นตัวช่วยในการเลี่ยงทานอาหารมัน ซึ่งการทานอาหารแบบนี้จะทำให้เราไม่เบื่ออาหาร รวมถึงควรเลือกทานอาหารที่มีรสชาติเปรี้ยว เผ็ด หรืออาหารที่มีเครื่องเทศมาทดแทนอาหารที่มีรสเค็ม มัน และหวาน

3. เลี่ยง Fast Food

ถือเป็นประเภทอาหารที่เป็นจุดศูนย์รวมของไขมันนานาชนิดอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น ไขมันจากพืช ไขมันจากสัตว์ ดังนั้น หากเราอยากจะเลี่ยงอาหารมัน ก็ควรใจแข็งเลิกทานอาหารพวกนี้ แต่ถ้ายังตัดใจได้บ้างไม่ได้บ้าง เราแนะนำให้ค่อยๆ เลิกทานไปทีละอย่างค่ะ เริ่มจากเลิกทานตัวที่มีไขมันเยอะที่สุด แล้วค่อยๆ ลดปริมาณลง เท่านี้เราก็สามารถเลี่ยงอาหารพวกนี้ได้แล้ว

4. อาหารจานเดียวนั้นมีไขมันซ่อนอยู่

โดยทั่วไปแล้วคนไทยนั้นอยู่ง่ายกินง่าย ไม่ว่าจะเป็นข้าวขาหมู บะหมี่ ผัดผัก ผัดกะเพรา และด้วยชั่วโมงที่เร่งด่วน ร้านอาหารตามสั่งคือจุดหมายที่ดีที่สุดของเราทุกคน เพราะนอกจากจะสะดวกในการกินแล้ว เรายังได้ความรวดเร็วอีกด้วย แต่ทุกคนรู้ไหมคะว่าอาหารจานเดียวที่เราทานเข้าไปในแต่ละวัน บางร้านก็ใส่น้ำมันเยอะซะจนข้าวของเราเยิ้มไปด้วยน้ำมันเลยทีเดียว ฉะนั้นสิ่งที่เราควรสังเกตคือ ลองหันไปดูว่าคนขายเขาใส่น้ำมันลงไปในปริมาณที่เยอะเกินไปหรือไม่ หรือถ้าสนิทกับแม่ค้าหน่อยก็บอกให้เขาผัดกับน้ำแทนที่จะเป็นน้ำมันซะเลย แบบนี้ก็เลี่ยงมันได้แล้ว

5. ต้ม อบ ปิ้ง ย่าง แทนการทอด

ลองเปลี่ยนแนวจากการทานแต่ของทอด แล้วหันมาทานอาหารประเภทต้ม นึ่ง อบ ดูบ้างก็ดีค่ะ เพราะการต้ม อบ ปิ้ง ย่าง เป็นการประกอบอาหารที่ไม่ได้ไขมันเพิ่มจากน้ำมัน ถึงแม้บางเมนูที่ผ่านกรรมวิธีพวกนี้ บางครั้งอาจมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบในการหมัก แต่เมื่อเรานำมาปรุงให้สุกแล้ว ก็แทบที่จะไม่มีน้ำมันหลงเหลืออยู่เลย

เทคนิคการเลี่ยงอาหารมัน เพื่อลดน้ำหนักเอาใจสายคลีน - สาระน่ารู้

และนี่ก็เป็นเพียงเทคนิคง่ายๆ ที่คนอยากจะผอมอย่างเรานำมาแนะนำค่ะ หากเราเริ่ม เทคนิคการเลี่ยงอาหารมัน และอาหารทอดได้ นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีแล้วค่ะ ถือเป็นเมนูอาหารลดน้ำหนักไปในตัว มาเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสุขภาพที่แข็งแรงกันดีกว่า

 

อ่านต่อ

อาหารรักษาไข้หวัด กินง่ายหายเร็ว ไม่ต้องไปหาหมอ

แนะนำอาหารรักษาไข้หวัด กินง่ายหายเร็วเป็นปลิดทิ้ง

เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงร่างกายก็อ่อนแอตามไปด้วย ซึ่งทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น ไอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ มีเสมหะ เป็นต้น แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะมี อาหารรักษาไข้หวัด ได้ โดยที่คุณไม่ต้องไปหาหมอ

อาหารรักษาไข้หวัด กินง่ายหายเร็ว ไม่ต้องไปหาหมอ

เจ็บคอ ไอ ไข้หวัด อาการเจ็บป่วยที่พบบ่อยในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง คนที่มีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงก็มักจะเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะ “ไข้หวัด” ที่นับว่าเป็นโรคยอดฮิต แต่ถ้าคุณไม่อยากเป็นหวัด หรืออยากให้อาการหวัดที่เป็นอยู่หายเร็วๆ โดยไม่ต้องพึ่งยาล่ะก็ วันนี้ Parpaikin มีอาหารที่ช่วยรักษาไข้หวัดมาฝากค่ะ

1. อาหารรสเผ็ด

อาหารที่ช่วยให้จมูกโล่ง หายคัดจมูก ก็คืออาหารรสเผ็ดร้อนนั่นเอง ซึ่งมีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง รวมไปถึงพริกไทย และสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอื่นๆ เราสามารถกินเผ็ดอย่างเอร็ดอร่อยได้ในอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนูในต้มยำ พริกชี้ฟ้าในผัดเผ็ด พริกไทยในแกงเลียง พริกแห้งในลาบ หรืออาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรรสเผ็ดร้อน เช่น กะเพรา โหระพา เป็นต้น

2. ขิง

ขิงมีสรรพคุณช่วยขับเหงื่อ มีฤทธิ์ช่วยแก้อากาศหวัดเมื่อรู้สึกหนาว มีไข้ต่ำ ไม่ค่อยมีเหงื่อออก มีเสมหะเหลวใส และยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด และข้ออักเสบได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจอีกด้วย ช่วงฝนพรำ สภาพอากาศเปลี่ยนและชื้นแบบนี้ เมื่อเริ่มรู้สึกเปื่อยๆ เฉื่อยชา หนาว มีน้ำมูกใส หรือเริ่มมีเสมหะ ก็อย่าได้ชะล่าใจไปนะคะ รีบต้มน้ำขิงดื่มเลย หรือทานอาหารที่มีส่วนประกอบของขิงก็จะช่วยบรรเทาอาการหวัดได้แล้วล่ะค่ะ

3. หอมแดง

สรรพคุณจากหอมแดงจะช่วยป้องกันหวัด และบรรเทาอาการคัดจมูกได้ โดยนำหอมแดง 1 หัวเล็กมาปอกเปลือก แล้วกินพร้อมกับอาหารเป็นประจำทุกวัน แต่หากพบว่ายังไม่หายดีก็ให้ใช้หอมแดงเล็กจำนวนประมาณ 4-5 หัวมาทุบพอแตก นำไปต้มกับน้ำสะอาด 1 ลิตร ให้เดือด แล้วเทน้ำใส่ชามใบใหญ่ ก้มหน้าลงไปให้ห่างจากชามแค่พอประมาณ คลุมศีรษะด้วยผ้าขนหนู แล้วสูดไอระเหยจากน้ำหอมแดงประมาณ 5-10 นาที วิธีนี้จะทำให้คุณรู้สึกโล่งจมูกมากขึ้นค่ะ

4. กระเทียม

กระเทียมเป็นสมุนไพรกลิ่นฉุนที่หลายคนเมินหน้าหนี แต่รู้ไหมคะว่าเป็นสมุนไพรแก้คัดจมูกชั้นดีเลยทีเดียว เพียงนำกระเทียมมาใช้ประกอบอาหารตามเมนูทั่วไป ก็จะช่วยลดอาการคัดจมูกได้ หรืออาจจะกินสดๆ ครั้งละ 7 กลีบ พร้อมอาหารเป็นประจำทุกวันจนอาการดีขึ้นก็ได้ค่ะ อย่างไรก็ตามไม่ควรกินกระเทียมตอนท้องว่างโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้

5. ฟักทอง

ฟักทองอุดมไปด้วยวิตามิน A, C และ E รวมทั้งแคลเซียม สังกะสี โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส จึงเป็นอาหารที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงมากพอจะต่อสู้กับเชื้อหวัดที่ก่อให้เกิดน้ำมูก และเสมหะได้อีกทาง นอกจากนี้ยังแนะนำให้กินเมล็ดฟักทองเพื่อกำจัดน้ำมูกด้วย เนื่องจากในเมล็ดฟักทองมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีสรรพคุณในการต้านการอักเสบของร่างกาย อีกทั้งเมล็ดฟักทองยังมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นอีกมากมาย ที่พร้อมจะต่อสู้กับอาการอักเสบต่างๆ ค่ะ

6. แครอท

อาหารที่มีวิตามินเอสูง นอกจากจะช่วยปกป้องดวงตาของเราแล้ว ยังช่วยรักษาโรคหวัดได้อีกด้วย เพราะอาหารที่มีวิตามินเอจะช่วยรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ช่วยต่อสู้กับเชื้อหวัดทำให้หายป่วยได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นรีบหาแครอท ผักโขม ผักใบเขียว มาทานโดยด่วนเลยนะคะ

7. ซุบไก่

อากาศเย็นๆ แบบนี้อาหารยอดนิยมคงหนี้ไม่พ้น ซุปไก่ร้อนๆ ที่ช่วยต้านหวัดได้เป็นอย่างดี เพราะมีงานวิจัยจาก University of Nebraska พบว่า ซุปไก่มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า นิวโทรฟิล (Neutrophil) ไปยังเนื้อเยื่อปอด ทำให้ลดกระบวนการอักเสบในปอด และลดอาการไอได้ โดยตำรับซุปไก่ที่ใช้ศึกษาประกอบด้วย ไก่ มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ก้านขึ้นฉ่าย ผักชี แครอท หัวผักกาด เกลือ และพริกไทย และซุปไก่ที่ว่านี้ยังรวมถึง ต้มยำไก่ แกงไก่ ซึ่งมีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบในการปรุงรวมอยู่หลายชนิด สามารถบรรเทาอาการหวัดได้เช่นกันค่ะ

เป็นไงบ้าง อาหารรักษาไข้หวัด สำหรับการเลือกทานอาหารเพื่อช่วยรักษาอาการป่วยต่างๆ เป็นตัวช่วยหนึ่งในการบรรเทาอาการให้ทุเลาลงเท่านั้น แต่ถ้าไม่อยากป่วยก็ควรดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอนะคะ เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ แค่นี้ก็จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดีกว่าการรักษาภายหลังแล้วล่ะค่ะ

 

อ่านต่อ

 

 

10 กันยายน วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day)

  วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ตรงกับวันที่ 10 กันยายน ของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญคือ วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) โดยประกาศเป็นครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2546 โดย Theme ของปี 2016: Connect. Communicate. Care “สัมพันธ์ สื่อสาร ใส่ใจ”

สถานการณ์ทั่วโลก องค์การอนามัยโลกประมาณการณ์ว่ามีกว่า 800,000 คนที่ตายจากการฆ่าตัวตายในแต่ละปี มีหนึ่งในคนทุก 40 วินาทีที่ฆ่าตัวตาย   จากข้อมูลสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าสถานการณ์ปัญหาการฆ่าตัวตายของประเทศไทย มีแนวโน้มเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้นจากปี 2558 มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 6.47 ต่อแสนประชากร สูงขึ้นจากปี 2557 ที่มีอัตราอยู่ที่ 6.08 ต่อแสนประชากร  เฉลี่ยเดือนละ 350 คน หรือ ทุกๆ 2 ชั่วโมง มีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน โดยผู้ชาย มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นและสูงกว่าผู้หญิง 4 เท่า สำหรับปัจจัยและสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย อันดับหนึ่งได้แก่ ปัญหาความสัมพันธ์ รองลงมาคือ โรคทางกาย/โรคทางจิต และ ปัญหาเศรษฐกิจ/ตกงาน นอกจากนั้นพบว่า ประเด็นความรักความหึงหวง เป็นปัญหาความสัมพันธ์ที่ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของการทำร้ายตนเองมากที่สุดถึงร้อยละ 20 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รองลงมา คือ โรคซึมเศร้า และ น้อยใจคนใกล้ชิดดุด่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่ง0สอดคล้องกับการสำรวจสุขภาพจิต(ความสุข) คนไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ แยกตามองค์ประกอบหลักของสุขภาพจิต 5 ด้าน ได้แก่ด้านความรู้สึกที่ดีและด้านการมีความรู้สึกที่ไม่ดี ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสภาพจิตใจและสมรรถภาพจิตใจ ด้านคุณภาพของจิตใจและปัจจัยสนับสนุน  จากผลสำรวจไตรมาสที่ 3 พ.ศ. 2558 พบว่าองค์ประกอบที่อ่อนแอที่สุดคือ สมรรถภาพของจิตใจ เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นและการจัดการปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ดังนี้การพัฒนาสมรรถภาพของจิตใจด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันโดยเฉพาะในครอบครัวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

10 กันยายน วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day)

ปัญหาการฆ่าตัวตาย เริ่มต้นป้องกันได้จากครอบครัว โดย
1. การมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (Connect.) ไม่ห่างเกินไปและไม่ใกล้ชิดจนเกินไป สมาชิกมีความเป็นตัวของตัวเอง มีบทบาทหน้าที่ชัดเจน
 2. สื่อสารดีต่อกัน (Communicate.) การสื่อสารที่ดีควรเป็นการสื่อสารที่สื่อจากความรู้สึกของตัวเองโดยตรง เช่นบอกความรู้สึกความต้องการอย่างจริงใจ และถามความเห็นเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสนใจในความรู้สึกนึกคิด  แสดงความชื่นชมหรือขอบคุณเพื่อเสริมสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกันและกัน นอกจากนั้นยังสามารถสื่อสารได้โดยไม่ใช้คำพูดเช่น มองหน้า สบตา การยิ้ม จับมือ โอบกอด การสัมผัส ก็จะช่วยสร้างพลังให้คนในครอบครัวได้
3. เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน (Care.) ด้วยการให้เวลากับคนในครอบครัว ใช้เวลาในทำกิจกรรมร่วมกัน ใส่ใจสอบถาม ร่วมมือกันเมื่อเกิดความขัดแย้ง เมื่อคนในครอบครัวมีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้น ก็พร้อมช่วยเหลือดูแล

นอกจากนั้น การสังเกตสัญญาณเตือนที่จะทำร้ายตัวเองไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือพฤติกรรม อย่ามองว่า เป็นการเรียกร้องความสนใจ หรือเรื่องล้อเล่น ให้มองเป็นความต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนที่ต้องทำทันที ด้วยการให้คำแนะนำอย่างจริงใจ ไม่ตำหนิหรือซ้ำเติม ให้กำลังใจสร้างความหวังว่าปัญหานั้นแก้ไขได้ คอยระวังอย่างใกล้ชิดให้อยู่ในสายตาและให้อยู่ห่างจากอุปกรณ์ที่เขาเตรียมไว้เพื่อทำร้ายตัวเอง แนะนำช่องทางในการให้คำปรึกษา เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือคลินิกให้คำปรึกษา หรือสถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อให้เขาเข้าสู่ระบบการช่วยเหลือโดยเร็ว
ดังนั้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีการสื่อสารที่ดี เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน จะช่วยป้องกันและลดปัญหาการฆ่าตัวตายในสังคม

อ่านต่อ

 

 

21 กันยา วันสันติภาพสากล : THE INTERNATIONAL DAY OF PEACE

วันที่ 21 กันยายนของทุกปี องค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็น วันสันติภาพสากล ประชาชนในแต่ละประเทศทั่วโลกจะร่วมรำลึก และรณรงค์เพื่อให้เกิดความตระหนัก ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสันติภาพทั่วโลก ถูกกำหนดขึ้นให้เป็นวันสันติภาพโลก (World Peace Day) หรือ International Day of Piece 21 September เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและงดใช้ความรุนแรง หยุดทำสงคราม และร่วมมือกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นทั่วโลก
โดยประเด็นในการสื่อสาร วันที่ 21 กันยา 2559  วันสันติภาพสากล ขอให้ประชาชนทุกประเทศ  หยุดใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน โดยให้ความรู้เกี่ยวกับ สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเกิดจากค่านิยมและเจตคติ ครอบครัว สภาวะเศรษฐกิจ สื่อ การศึกษา และผลกระทบของความรุนแรงที่เกิดต่อเด็กและสตรี ตลอดจนแหล่งช่วยเหลือ

สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรง
1. ค่านิยมและเจตคติ
– ความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิง ชาย
– ให้ความสำคัญและคาดหวังเพศชายในฐานะผู้นำ ผู้ตัดสินใจ ผู้สืบทอดเชื้อสายทางครอบครัว
– สังคมมีแนวโน้มจะประมาณผู้หญิงและเด็กว่าเป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง
– เชื่อว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นเพราะผู้หญิงเป็นฝ่ายผิดหรือสมยอมเอง
2. ครอบครัว
– ไม่พร้อมที่จะมีครอบครัว
– การนอกใจคู่สมรส การดื่มสุรา การติดการพนัน การไม่ช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัว
– ขาดความรู้การเตรียมตัวเป็นพ่อแม่ที่ดี หน้าที่ของพ่อแม่ การเลี้ยงดูให้ความอบอุ่นแก่ลูก
– การอบรมเลี้ยงดู ขาดศีลธรรม จริยธรรม ขาดการศึกษาที่ทำให้ไม่รู้บทบาทหน้าที่ของตน
– ขาดความรู้ในการวางแผนครอบครัว ทักษะชีวิต ทักษะในการสื่อสารที่ดี
– ปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น ยากจน การไม่มีอาชีพ การงานที่แน่นอน และการว่างงาน
– ขาดความรู้เพศสัมพันธ์ ปัญหาทางสุขภาพกาย และสุขภาพจิต การมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
3. สภาวะเศรษฐกิจ
– ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ
– ลักษณะนิสัยการใช้จ่ายเกินตัว
4. สื่อ
– ภาพลามกอนาจารต่าง ๆ
– สื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารในทางลบ
– สื่อขาดวิธีการนำเสนอทักษะในการสื่อสารที่ดีระหว่างบทบาทหญิงชาย
– สื่อทางอินเตอร์เน็ต มีภาพลามก และข้อมูลต่าง ๆ ก่อให้เกิดความรุ่นแรง

5. การศึกษา
– ระบบการศึกษายังไม่ให้ความสำคัญในการเรียนจริยธรรมทางเพศ การเป็นพ่อแม่ที่ดี สิทธิสตรี สิทธิเด็ก และสิทธิมนุษยชน
– การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาไม่เป็นที่ยอมรับอย่างจริงจัง
– การศึกษาของไทยยังไม่สามารถสอนให้เด็กแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยเหตุผลและสันติวิธี
6. อื่นๆ
– ปัญหาโรคเอดส์
– ปัญหาความรุนแรงและการทอดทิ้ง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสทั้งในครอบครัว และสังคมมีมากขึ้น

          สาเหตุของความรุนแรงในเด็กมีอะไรบ้าง
1. ตัวเด็ก เลี้ยงยาก หงุดหงิดง่าย ร้องไห้บ่อย นอนหลับยาก กินยาก เป็นเหตุให้เกิดการลงโทษ
2. พ่อแม่ที่มีพฤติกรรมกระทำรุนแรงเด็ก มีประวัติเคยถูกกระทำรุนแรง ถูกทอดทิ้งมาก่อนในวัยเด็ก
พ่อแม่มีปัญหา บุคลิกภาพ เจ้าอารมณ์ หุนหันพลันแล่น โกรธง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ต่อต้านสังคม พ่อแม่ที่มีการติดการพนัน ติดเหล้าหรือสารเสพติด พ่อแม่ที่คาดหวังกับเด็กเกินความสามารถ
3. เศรษฐกิจของครอบครัว ฐานะยากจนมากๆ ครอบครัวไม่สงบสุข เด็กถูกทอดทิ้ง และห่างเหินกับ
พ่อแม่ พ่อแม่มีปัญหาทางจิตใจ เด็กในสถานสงเคราะห์

         ผลกระทบของความรุนแรต่อผู้ถูกกระทำ
1. เด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรมจะมีปัญหาสุขภาพจิต เจริญเติบโตไม่เหมาะสมกับวัย กลายเป็นผู้พิการ
ขาดสารอาหารและกลายเป็นภาระสังคม
2. เด็กที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตมีอาการหวาดผวา ไม่ไว้วางใจใคร ขาด
ความเชื่อมั่นในตนเอง เสียสุขภาพจิต มีพัฒนาการทางร่างกายช้า มีปัญหาทางการเรียน
3. เด็กที่เคยถูกทำร้าย หรือตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็น
อาชญากร หรือเป็นผู้ใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น
4. เด็กที่ถูกล่วงเกินทางเพศบางรายจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ และพยายามที่จะทำกับคนอื่นอย่าง
ที่ตนถูกกระทำ
5. เด็กที่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่รุนแรงหรือเคยพบเห็นจะเกิดการเรียนรู้ต้นแบบการแก้ไขปัญหาด้วย
ความรุนแรง และเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ
6. ผู้หญิงที่ถูกกระทำทารุณกรรมจะมีผลกระทบทางด้านจิตใจ สูญเสียความมั่นใจ อับอาย กลัวสังคมไม่
ยอมรับ มีความกดดัน เครียด หวาดผวา คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด ลงโทษตนเอง และที่สำคัญคิดว่าตนเองได้สูญเสียคุณค่าความเป็นมนุษย์ บางรายถึงกับมีอาการทางจิต

21 กันยา วันสันติภาพสากล : THE INTERNATIONAL DAY OF PEACE

 

อ่านต่อ

“เชียร์บอลอย่างมีสติ”

ดูบอล อย่างไรให้เกิดผลดีกับตัวเอง !!

ดูบอล อย่างมีสติในช่วงเทศกาลแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ด้วย 4 วิธีง่ายๆ ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงอาหารทำลายสุขภาพ
2. ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลหรือแอลกอฮอล์แต่น้อย
3. จัดเวลานอนให้เพียงพอ  โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว  และผู้ทำงานที่มีความเสี่ยงสูง
4. สนุกได้…ไม่พนัน
จากการศึกษาพบว่าการเสพติดพฤติกรรม เช่นการเล่นเกม การเล่นพนัน นั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสมอง เช่นเดียวกับการเสพติดสารเสพติด โดยพฤติกรรมจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 ระยะที่เล่นบ้าง
ระยะที่ 2 ระยะที่เริ่มมีปัญหา เริ่มโกหก เริ่มมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ
ระยะที่ 3 จะหยุดตัวเองไม่ได้ จนก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงเป็นหนี้สิน ตกงาน แต่ก็ไม่สามารถหยุดหรือควบคุมตัวเองไม่ให้เล่นการพนันได้
การศึกษาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางสมองเกิดขึ้นใกล้เคียงกับการใช้สารเสพติด โดยมีความรู้สึกเป็นตัวเร้า โดยเฉพาะช่วงที่มีการลุ้นอารมณ์จะพีคสุด ส่งผลต่อสมองเกิดการเสพติดอารมณ์ และอยู่ไม่ได้หากไม่ได้เสพอารมณ์แบบนี้ โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี แต่คนเหล่านี้มักไม่รู้ตัวเองและไม่ยอมรับ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วสมองไม่สามารถใช้การตัดสินใจแบบเป็นเหตุเป็นผลได้ ยอมรับความเสี่ยงได้ทุกอย่าง ไม่ยอมรับเหตุผลเกิดภาวะความคิดว่า “อาจจะได้” เช่น หัว ก้อย เช่นมา 9 ครั้ง ออกหัวทั้งหมด ครั้งที่ 10 มักคิดว่าจะออกก้อยแน่ๆ ทั้งๆที่ความจริงแล้วโอกาสออกหัวหรือก้อยยังมีเท่าเดิม คือ 50 ต่อ 50 ทั้งนี้ ภาวะดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจังตั้งแต่ระยะที่ควบคุมไม่ได้ ก่อนจะเสพติดจนเป็นโรค โดยการปรับพฤติกรรมฝึกการคิดวิเคราะห์ ดึงความคิดที่เป็นเหตุผลเป็นผลกลับมา แต่เมื่อใดที่เป็นโรค อาจจะต้องรับประทานยาร่วมกับการปรับพฤติกรรม ทั้งนี้ หากไม่ได้รับการรักษาอาจจะก่อให้เกิดความสูญเสียหายร้ายแรง เพราะพบว่าคนกลุ่มนี้มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง

 ข้อแนะนำสำหรับประชาชนสังเกตพฤติกรรมของตนเองและผู้ใกล้ชิด หากมี 1 ใน 3 ข้อ ต่อไปนี้เสี่ยงต่อการติดพนัน
1. นอนไม่หลับ หงุดหงิด หรือวิตกกังวล เมื่อพยายามหยุดเล่นพนัน
2. ปิดบังครอบครัว หรือเพื่อน ไม่ให้รู้ว่าเสียพนัน
3. ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน
นอกจากนั้นผลกระทบจากการนอนไม่เพียงพอที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่
1. ด้านอารมณ์ อาจเปลี่ยนแปลงง่าย  เช่น  หงุดหงิดบ่อย  อารมณ์เสียง่าย
2. ด้านการนอน  เนื่องจากวงจรการนอนถูกรบกวนจึงทำให้หลับยาก
3. ด้านการงาน  เมื่อนอนน้อยจะมีผลต่อสมาธิและความจำจึงมีโอกาสทำงานผิดพลาดได้ง่าย
4. ด้านสุขภาพกาย จำนวนชั่วโมงพักผ่อนที่ไม่เพียงพอย่อมส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำงานได้ลดลงทำให้เจ็บป่วยง่ายและร่างกายอ่อนล้า
5. ด้านสุขภาพจิต  ในผู้มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่เดิม  การนอนหลับไม่เพียงพอเป็นสาเหตุสำคัญของการกำเริบของโรค ทั้งโรคซึมเศร้าและโรคจิตเภท

ดูบอล อย่างมีสติในช่วงเทศกาลแข่งขันฟุตบอล - สาระน่ารู้

 

อ่านต่อ

เลิกดื่มสุรา สำเร็จได้ด้วยการเพิ่มพลังใจ

“คุณพยาบาลครับ ออกจากโรงพยาบาลครั้งนี้แล้ว ผมจะไม่กลับมานอนรักษาอีกนะครับ ผมมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วครับว่า ต้องเลิกสุราให้จงได้” นั่นเป็นพันธสัญญาจากคำพูดของผู้ป่วยสุขภาพจิตจากการ ดื่มสุรา คนหนึ่งที่บอกกับพยาบาลที่ดูแลเขา ก่อนจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล หลังจากที่อาการดีขึ้นแล้ว สิ้นเสียงพูดของผู้ป่วย พยาบาลจึงถามต่อว่า “มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจจึงสื่อสารเช่นนั้นคะ” ผู้ป่วยตอบว่า “ผมจะ เลิกดื่มสุรา ให้ได้ เพื่อเป็นของขวัญให้ลูกชายคนแรกของผมที่กำลังจะขึ้นเป็นนายธนาคารครับ” นั่นเป็นเรื่องราวของผู้ป่วย คนหนึ่งที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชนับ 10 ครั้ง ด้วยมีปัญหาสุขภาพจิตจากการดื่มสุราจนถึงขั้น มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน และมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย และหลังจากที่ผู้ป่วยได้บอกกับพยาบาลเช่นนั้นแล้ว เขาก็ทำได้จริง ๆ โดยไม่กลับมารักษาซ้ำแบบผู้ป่วยในอีกเลย เพียงแค่มาตามแพทย์นัดและรับยาอย่างต่อเนื่อง เท่านั้นเอง
ใช่เพียงแต่ผู้ป่วยรายดังกล่าวเท่านั้น ยังมีผู้ป่วยอีกหลายรายที่รักษามานานหลายปี บอกกับทีมรักษาพยาบาลว่า ที่เขาเลิกดื่มสุราได้ ก็ด้วยเกิดจากแรงบันดาลใจที่จะเลิกดื่มเพื่อใครบางคน เช่น เลิกดื่มให้เป็นของขวัญแก่ลูกสาวที่กำลังจะคลอดลูกและเพื่อรับขวัญหลานที่กำลังจะคลอด , เลิกดื่มเพื่อแม่เพราะทุกครั้งที่เมาสุราเขามักจะทำร้ายแม่โดยไม่รู้ตัว , เลิกดื่มเพื่อเป็นของขวัญให้กับคุณหมอที่รักษาและดูแลเขาด้วยดีตลอดมา เพราะไม่ว่าเขาจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกี่ครั้งก็ตาม คุณหมอก็ไม่เคยตำหนิ ต่อว่าหรือด่าบ่นใด ๆ จึงตัดสินใจจะต้องเลิกดื่มให้ได้ เพื่อเป็นของขวัญให้กับทีมคุณหมอ เป็นต้น นอกจากนั้นทีมรักษาพยาบาลยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ผู้ป่วยที่สามารถเลิกสุราได้ ส่วนมากมักจะมีญาติคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการมารับ-มาส่งที่โรงพยาบาลและมาเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงมีทัศนคติที่ดีต่อตัวผู้ป่วยอีกด้วย
นั่นคือเราพบว่าผู้ป่วยที่เลิกสุราได้เหล่านั้น ต่างก็ได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพด้วยหลักการเดียวกันตลอดมา ถึงแม้ว่าจะแตกต่างกันไปในรายละเอียดของผู้ป่วยแต่ละคนก็ตาม และเมื่อนำหลักการสร้างพลังสุขภาพจิต (Resilience) ที่กรมสุขภาพจิตได้สังเคราะห์ไว้ 5 ประการ มาวิเคราะห์ก็พบว่าวิธีการสร้างพลังสุขภาพจิตดังกล่าว เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้ป่วยเลิกดื่มสุราได้เป็นอย่างดี อนึ่งการสร้างพลังสุขภาพจิต มีหลักการ 5 ข้อ ดังต่อไปนี้
1.) มีความรู้สึกดีและภาคภูมิใจในตนเอง
2.) มีใครสักคน สักกลุ่มที่เชื่อมั่นได้ว่า รักและจริงจังจริงใจต่อกันจริง ๆ แม้ในยามยากเข็น
3.) มีการตั้งเป้าหมายในชีวิตทั้งเฉพาะกิจ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ว่าจะทำอะไร เพื่อใคร และทำอย่างไร
4.) พบความสำเร็จในเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นระยะ ๆ
5.) มีสายสัมพันธ์ที่เกื้อหนุน
อนึ่งแนวทางการนำหลักการสร้างพลังสุขภาพจิตมาปรับใช้ เพื่อเป็นการสร้างพลังใจแก่ผู้ป่วยสุขภาพจิตจากการดื่มสุรา เพื่อใช้ควบคู่ไปกับการรักษาด้านร่างกาย (Somatic) เพื่อให้เกิดประสิทธิผลนั้น สามารถทำได้ดังต่อไปนี้
               1.) กระตุ้นให้ผู้ป่วยรู้สึกดีและภาคภูมิใจต่อตนเอง ด้วยวิธีการดังนี้
1.1. สื่อสารกับผู้ป่วยด้วยกิริยาและวาจาที่สุภาพและเป็นมิตร ไม่แสดงกิริยาและวาจาที่ดูถูกเหยียดหยาม ต่อว่าด่าทอ ล้อเลียน เหน็บแนมและเย้ยหยันผู้ป่วย
1.2. โน้มน้าวให้ผู้ป่วยใคร่ครวญถึงการได้ทำหน้าที่และการงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาตลอดจนการประสบความสำเร็จในชีวิตด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือทั้งในระดับบุคคลและสังคม
1.3. ชวนผู้ป่วยค้นหาคุณค่าและความหมายของการมีชีวิตอยู่
1.4. แนะนำให้ญาติและบุคคลใกล้ชิดค้นหาข้อดีต่าง ๆ ในตัวผู้ป่วย
1.5. แนะนำและสอนญาติผู้ป่วยตลอดจนบุคคลใกล้ชิดให้กล่าวชื่นชมต่อผู้ป่วยในข้อดีต่าง ๆ ที่เขามี ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นระยะ ๆ
1.6. กระตุ้นและสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้ทำงานหรือมีงานทำและร่วมกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
               2.) ช่วยผู้ป่วยคิดและแสวงหาใครสักคนหรือสักกลุ่มที่เขาเชื่อมั่นได้ว่า รักและจริงใจต่อเขาจริง ๆ แม้ในยามยากเข็น ดังนี้
2.1. ช่วยผู้ป่วยค้นหาบุคคล ซึ่งอาจเป็นคนในครอบครัวสายเครือญาติ เพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน ผู้ร่วมงาน หรืออื่นใด ที่ผู้ป่วยรู้สึกได้ว่าเขาผู้นั้นหรือเหล่านั้นรัก จริงจัง และจริงใจ ต่อเขาจริง ๆ อันจะเป็นเกลียวใจและสายสัมพันธ์ที่เป็น “แรงบันดาลใจ” ต่อผู้ป่วย เพื่อช่วยให้เลิกดื่มสุราได้
2.2. แนะนำบุคคลที่ใกล้ชิดผู้ป่วย โดยเฉพาะบุคคลที่ผู้ป่วยเชื่อว่ารักและจริงใจต่อเขาจริง ๆ ให้แสดงสีหน้าท่าทีและวาจาที่สุภาพและเป็นมิตรต่อผู้ป่วย ตลอดจนแสดงความชื่นชมยินดีในตัวผู้ป่วย และช่วยดูแลเอาใจใส่ต่อการรักษาของผู้ป่วยทั้งการมารับ-มาส่ง-มาเยี่ยมและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอเมื่อกลับไปรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ตลอดจนอยู่เป็นเพื่อนผู้ป่วยตามความเหมาะสมในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการทำงานและทางสังคม ตลอดจนถึงกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ในชีวิตของผู้ป่วย
               3.) ตั้งเป้าหมายในชีวิต ประเด็นนี้ทีมรักษาพยาบาลและผู้ที่สามารถเป็นแรงบันดาลใจต่อผู้ป่วยได้ตามข้อสองที่กล่าวมา ควรชวนผู้ป่วยให้ตั้งเป้าหมายในชีวิต ทั้งเป้าหมายที่จะเลิกดื่มสุราให้จงได้ และเป้าหมายชีวิตด้านอื่น ๆ กระทั่งต้องมีการตั้งเป้าหมายในใจให้ได้ว่า จะต้อง เลิกดื่มสุรา ให้ได้เพื่อใคร เช่น เพื่อพ่อแม่ เพื่อลูก เพื่อคู่รัก เพื่อพระเจ้า เพื่อพระพุทธเจ้า หรือเพื่อสร้างตำนานให้ตนเอง เป็นต้นเพื่ออะไร เช่น เพื่อการมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพื่อเป็นของขวัญให้ใครบ้างคน เพื่อความสุขของครอบครัวและตัวเอง เพื่อให้เจ้านายและผู้ร่วมงานมองตนเองในด้านดี เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เป็นต้น และเมื่อไหร่ ซึ่งต้องมีการกำหนดเวลาให้ชัดเจน เมื่อชัดเจนในเป้าหมายแล้ว ต้องชวนผู้ป่วยให้ใคร่ครวญถึงวิธีการ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวว่าจะทำได้ด้วยวิธีการอย่างไร เช่น ผู้ป่วยต้องเข้มงวดและมีวินัยต่อการปฏิบัติตนในกระบวนการรักษาอย่างไร เป็นต้น
               4.) พบความสำเร็จเป็นระยะ ๆ ประเด็นนี้ผู้ให้การรักษาและผู้ใกล้ชิดที่เป็น “แรงบันดาลใจ” ให้ผู้ป่วยควรชี้ชวนผู้ป่วยให้พบเห็นความสำเร็จเป็นระยะ ๆ เช่น ผู้ป่วยเลิกดื่มสุราได้นานขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ป่วยทำงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ป่วยมีความพยายามขึ้นเรื่อย ๆ เป็นต้น และควรกล่าวชื่นชมใน ทุกความสำเร็จนั้น ๆ ด้วยเสมอ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีความภูมิใจและรู้สึกดีต่อตนเองขึ้นเรื่อย ๆ ตามหลักการข้อ 1 อีกด้วย
               5.) มีสายสัมพันธ์ที่เกื้อหนุน ทีมรักษาพยาบาลควรมีส่วนชี้ชวนและช่วยให้ผู้ป่วยค้นหา สายสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนทั้งญาติ บุคคลใกล้ชิด เพื่อน เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน ผู้นำชุมชน ชมรม สมาคม สโมสร มูลนิธิ และสถาบันทั้งทางวิชาชีพและวิชาการทั้งภาครัฐและเอกชนที่สามารถเกื้อหนุนต่อตัวผู้ป่วยให้สามารถเลิกดื่มสุราได้
หากผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิตจากการดื่มสุรา ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและได้รับการกระตุ้นเร้าให้เกิดพลังใจหรือพลังสุขภาพจิต 5 ประการดังกล่าว อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยใส่ใจและ ตั้งใจที่จะปฏิบัติตนอย่างมีวินัยต่อกระบวนการรักษา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเลิกดื่มสุราได้ยาวนานขึ้น จนบางรายอาจเลิกดื่มได้เด็ดขาดในที่สุด

เลิกดื่มสุรา : สำเร็จได้ด้วยการเพิ่มพลังใจ จากคนใกล้ตัว -สาระน่ารู้

 

อ่านต่อ

 

วันผู้สูงอายุสากล (International Day of Older Persons)

วันผู้สูงอายุสากล (International Day of Older Persons) ตรงกับวันที่ 1 ต.ค.ของทุกปี โดยองค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 ต.ค.2534 องค์การสหประชาชาติได้ให้ความหมายคำว่า ผู้สูงอายุ คือ บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไปทั้งชายและหญิง เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของผู้สูงอายุ ที่ได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้กับสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยวันที่ 1 ตุลาคม 2559 องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดแนวทาง วันผู้สูงอายุสากล ปี 2016 คือ Take a Stand Against Ageism “ให้โอกาส และบทบาทที่สำคัญแก่ผู้สูงอายุ”
ในประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2547 และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2567 หรืออีก 15 ปีข้างหน้า ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) โดยจากข้อมูลของ United Nations World Population Ageing พบว่า หลังจากปี 2552 ประชากรที่อยู่ในวัยพึ่งพิงได้แก่ เด็กและผู้สูงอายุ จะมีจำนวนมากกว่าประชากรในวัยแรงงาน และในปี 2560 จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชากรเด็กน้อยกว่าผู้สูงอายุ สถานการณ์นี้เป็นผลมาจากการลดภาวะเจริญพันธุ์อย่างรวดเร็ว และการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับการตายของประชากร ทำให้จำนวนและสัดส่วนประชากรสูงอายุของไทย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลประชากรสูงอายุในประเทศไทย ปี 2557 มีผู้สูงอายุมีจำนวน 10,014,705 คน (ร้อยละ 14.9) มีผู้สูงอายุที่ยังคงทำงาน ร้อยละ 38.4 และจากข้อมูลการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย ปี 2558 มีผู้สูงอายุ ร้อยละ 15.6 ของจำนวนประชาการทั้งประเทศ  โดยผู้สูงอายุ ร้อยละ 37.3 ยังคงทำงาน และมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ผู้สูงอายุที่คิดว่าตัวเองเป็นภาระให้กับผู้อื่นอาจจะรู้สึกว่าชีวิตของตนเองนั้นด้อยค่าตามไปด้วย ส่งผลให้พวกเขาเผชิญความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและแยกตัวจากสังคม โดยผลวิจัยชี้ว่า ผู้สูงอายุที่มีทัศนคติต่อความชราภาพไปในเชิงลบจะมีอายุยืนยาวน้อยกว่าผู้สูงอายุที่มีทัศนคติต่อความชราภาพไปในเชิงบวกถึง7.5 ปี    การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสทำงาน ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองยังมีค่า สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข
อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ไม่เท่ากัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องอายุเพียงอย่างเดียว แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาตลอดชีวิตก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย ผู้สูงอายุที่ตลอดช่วงชีวิตได้รับการฝึกอบรมทักษะต่างๆ หรือมีการศึกษาเรียนรู้เรื่องต่างๆ มามาก หรือคนที่ทำงานมาหลากหลายรูปแบบ คนเหล่านี้เป็นผู้เรียนที่มีประสบการณ์ ซึ่งมักจะเรียนรู้ทักษะใหม่หรือพัฒนาทักษะเดิมที่มีอยู่แล้วได้ไม่ยาก ซึ่งการเตรียมความพร้อมของผู้ที่จะก้าวเข้าสู่ความสูงวัย จะช่วยให้ผู้สูงอายุอยู่ได้อย่างมีคุณค่า โดยการสร้างคุณค่าให้ตนเอง ทำสิ่งดีๆให้กับตนเอง ผู้อื่น และมีเป้าหมายในชีวิต สร้างสุขภาพกายใจ ดูแลเรื่องอาหาร ตรวจสุขภาพ ฝึกจิตใจ ทำจิตใจให้สดชื่น สร้างกิจกรรมที่หลากหลาย ทำกิจกรรม เข้าชมรมต่างๆ
ทั้งนี้หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ควรร่วมกันดำเนินงานเพื่อคุ้มครอง ส่งเสริม และสนับสนุนสถานภาพ บทบาท และกิจกรรมของผู้สูงอายุ รวมทั้งการขยายเกณฑ์กำหนดเกษียณอายุจาก 60 ปี เป็น 65 ปี เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้และได้ใช้ประสบการณ์และศักยภาพอย่างเต็มที่ ทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกว่า ตนเองไม่ได้ไร้ค่า และสามารถทำประโยชน์ให้กับตนเองและสังคมได้

วันผู้สูงอายุสากล (International Day of Older Persons)

 

อ่านต่อ

 

 

กระดูกพรุน ทำไมคนไทยมีความเสี่ยงมากกว่าชาติใดในโลก ?

รู้หรือไม่? อายุยิ่งมาก…ความหนาแน่นของมวลกระดูกยิ่งลด! ส่งผลให้เกิดโรค กระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่กระดูกบางลง หักง่าย เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะกระดูกสะโพก กระดูกต้นขา หรือหลังโค้งงอ เนื่องจากกระดูกสันหลังยุบตัวเข้าหากัน ซึ่งพบมากในสตรีวัยหมดประจำเดือนและสูงอายุ เพราะขาดฮอร์โมนในการสร้างกระดูก

3 เหตุผลที่คนไทยอาจมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าชาติอื่นๆ

1.กรรมพันธุ์ กระดูกพรุน ที่มากับผิวขาวของสาวเอเชีย

ถึงแม้ว่าประเภทผิว และจำนวนเม็ดสีของสาวเอเชียจะสามารถเอื้อต่อการดูดซึมวิตามินดีมากกว่าเชื้อชาติที่มีผิวคล้ำตามธรรมชาติ แต่จากการสำรวจพบว่าชาวเอเชียและคอเคเชียนมักมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าชาวแอฟริกัน อเมริกัน โดยกรรมพันธุ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2.หนีแดดเพราะกลัวดำ พฤติกรรมหลบวิตามินดี

แสงแดดเป็นเหมือนศัตรูตัวร้ายของสาวๆที่อยากมีผิวขาว ก็จะพยายพามหลบแดดกันให้มากที่สุด เพราะกลัวรังสี UVA/UVB จะเผาผิวสวยให้เสียไป แต่จริงๆแล้วแสงแดดนั้นมีประโยชน์ดีๆที่ส่งผลถึงกระดูกเชียวนะ! ในแสงแดดยามเช้ายังมีวิตามินดีที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต รวมถึงเสริมสร้างกระดูกและฟันอีกด้วย ดังนั้น หากร่างกายขาดวิตามินดีก็จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการของกระดูกและฟันในร่างกายไปด้วย

นอกจากนี้วิตามินดียังมีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune System) การที่สาวๆหลบแดดก็เหมือนการหลบวิตามินดีไปด้วยนั่นเอง แทนที่จะหลีกเลี่ยงแดดตลอดเวลา ลองออกมาสัมผัสแสงแดดอ่อนๆยามเช้า เลือกช่วงเวลาที่แดดอ่อนๆพอนะคะ

3.อาหารโซเดียมสูงแคลเซียมต่ำ ทำแคลเซียมสลาย

อีกพฤติกรรมที่มีผลกระทบต่อระบบร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ “พฤติกรรมการรับประทาน” นั่นเอง ลองสังเกตพฤติกรรมการประทานอาหารของตัวคุณเองดูว่าชอบรับประทานอาหารแบบไหน ซึ่งอาหารจานโปรดของชาวไทยส่วนมากจะเป็นอาหารที่มีรสค่อนข้างจัด หนักเครื่องปรุง แม้จะมีผักหรือเนื้อสัตว์ที่ให้แคลเซียมอยู่บ้าง แต่ก็มีในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สารอาหารที่มากับอาหารรสจัดมักจะเป็นโซเดียมปริมาณสูงซะมากกว่า ซึ่งนอกจากโซเดียมจะเป็นสาเหตุของโรคความดัน, ไตวาย, อัมพฤกษ์ อัมพาตแล้ว โซเดียมนี้จะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกจากร่างกายทางเหงื่อและปัสสาวะ ทำให้นอกจากไม่ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอแล้ว ยังต้องสูญเสียแคลเซียมออกไปอีกด้วย หากสามารถหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด และทานนมจากถั่วเหลือง หรือแอลมอนด์เพิ่มเติมจากมื้ออาหาร ก็จะสามารถลดการสูญเสียแคลเซียมได้นะคะ และทางที่ดีนั้น ทุกเพศทุกวัยควรเลือกรับประทานอาหารที่มีโซเดียมไม่มาก และควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ เหมาะสมกับวัย เพื่อร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และแน่นอนว่าย่อมส่งผลไปถึงกระบวนการของกระดูกและฟันอีกด้วย

ในทางกลับกันหากคุณต้องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ คุณต้องรับประทานอาหารที่มี “แคลเซียม” การจะเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายต้องรู้ก่อนว่าเราจะพบแคลเซียมได้จากอาหารประเภทไหนบ้าง ซึ่งเราสามารถพบแคลเซียมได้ในน้ำนม น้ำส้ม ปลา บรอกโคลี ถั่วเปลือกแข็ง งา สาหร่ายทะเล แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่มากพอถึงจะได้รับแคลเซียมที่เพียงพอในแต่ละวัน หรือง่ายกว่านั้นคือการเลือกรับประทานผลิตภัรฑ์เสริมอาหารที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลัก ก็สามารถช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากพอ ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

ประมาณ 99% ของแคลเซียมในร่างกายจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการสร้างกระดูก ฟัน เล็บ และผม ทำให้กระดูกและฟันมีความหนาแน่นแข็งแกร่ง ส่วนแคลเซียมอีก 1% จะไหลเวียนอยู่ในเลือด ดังนั้น แคลเซียมจึงมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก และเป็นสารสำคัญในการช่วยลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุน

นอกจากนี้แคลเซียมในเลือดยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆด้าน เช่น

  • มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของมวลกล้ามเนื้อ
  • มีผลต่อสารสื่อประสาท
  • ป้องกันการไหลของเลือดเมื่อเกิดบาดแผล
  • มีผลต่อการเต้นของหัวใจ
  • ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้

ร่างกายจะเริ่มสะสมแคลเซียมในกระดูกตั้งแต่วัยเด็ก และจะสะสมมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น ผู้หญิงจะมีแคลเซียมสูงถึง 90% เมื่ออายุ 18 ปี และผู้ชายในอายุ 20 ปี โดยทั้งสองเพศจะมีระดับแคลเซียมในร่างกายสูงสุดเมื่ออายุ 30 ปี หลังจากนี้จะไม่มีการสะสมแคลเซียมแล้ว หากร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่มากพอกระดูกจะเริ่มผุ หลังจากผู้หญิงหมดประจำเดือนแล้ว 5-7 ปี ผู้หญิงจะมีการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งอาจสูงถึง 20% ของมวลกระดูกทั้งหมด

อย่าปล่อยให้ภัยเงียบจาก กระดูกพรุน เกิดขึ้นกับตัวคุณแล้วค่อยรักษา

ความหนาแน่นของมวลกระดูกนั้นจะลดน้อยลงไปตามกาลอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัจจัยทางด้านฮอร์โมนต่างๆมักจะทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อยลงไปเรื่อยๆ ความต้องการของแคลเซียมเพิ่มขึ้นตามวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ดังนั้น การเสริมแคลเซียม ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อย่าปล่อยให้รู้ตัวเมื่อสายเกินแก้ หมั่นเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายในทุกๆวัน ด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการ ออกไปสัมผัสแสงแดดอ่อนๆบ้าง หรือเลือกวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือการรับประทานแคลเซียมเป็นประจำก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้นะคะ ทีนี้เรามาดูกันว่าร่างกายในแต่ละวัยมีความต้องการแคลเซียมแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

  • เด็ก (1-10 ปี) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม
  • วัยรุ่น (11-25 ปี) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • วัยผู้ใหญ่ (25 ปีขึ้นไป) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • ผู้ประสบอุบัติเหตุกระดูกหัก ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม

ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 19-50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี ต้องการ 1,200 มิลลิกรัม

ดังนั้น คนในแต่ละช่วงวัยควรเลือกการรรับประทานเพื่อเสริมแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมกับช่วงวัยของตนเองด้วย จึงจะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้

กระดูกพรุน ทำไมคนไทยมีความเสี่ยงมากกว่าชาติใดในโลก ?

อ่านต่อ

ผิวขาวใส แบบสุขภาพดีจากภายใน ต้องกินอะไร ?

ถ้าแดดประเทศไทยจะร้อนขนาดนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่สาวๆต้องเผชิญทุกวัน คือ รังสียูวี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!! ซึ่งรังสียูวีเหล่านี้เป็นศัตรูตัวร้ายของการมี ผิวขาวใส เนื่องจาก UVA ส่งผลให้เกิดริ้วรอยได้ ส่วน UVB ก็ทำให้ผิวเกิดอาการไหม้ได้ โดยจะกระตุ้นกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินใต้ผิว ทำให้สีผิวเข้มขึ้นในที่สุด นอกจากแสงแดดแล้ว ยังมีอีกหลายๆปัจจัยที่เป็นสาเหตุของผิวเสีย เช่น ควัน มลพิษ การขาดสารอาหาร และความเครียด

ดังนั้นถ้าต้องการดูแลผิวก็ต้องทำหลายๆอย่างไปพร้อมกันเพื่อปกป้องผิวได้ครบทุกทาง นอกจากการใส่เสื้อผ้าปกคลุม การทาครีมกันแดดแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สามารถช่วยฟื้นฟูผิวของเราได้ดีคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ทีนี้เรามาดูกินว่าสารอาหารจากอะไรบ้างที่มีประโยชน์ในการบำรุงผิว ช่วยฟื้นฟูให้ ผิวขาวใส ขึ้นได้ แถมยังช่วยให้สุขภาพดีอีกด้วย

“เบอร์รี่” เป็นกลุ่มผลไม้ที่เปรียบเสมือนตัวช่วยมหัศจรรย์ของผิว เพราะมีสารอาหารสำคัญกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์หรือแอนโธไซยานิดินส์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง

บำรุงพร้อมฟื้นฟู ผิวขาวใส ต้องบลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และเอลเดอร์เบอร์รี่

บลูเบอร์รี่ (Blueberry)

ผลไม้ลูกจิ๋วสีน้ำเงินอมม่วง ที่มาพร้อมคุณประโยชน์ที่ไม่จิ๋ว!! บลูเบอร์รี่เป็นอีกหนึ่งผลไม้หนึ่งในตระกูลเบอร์รี่ที่รู้จักกันมาก ด้วยรสเปรี้ยวนิดๆทำให้ทานสดก็อร่อย หรือจะนำไปทำเมนูไหนก็น่าลิ้มลอง แต่นอกจากความอร่อยแล้ว บลูเบอร์รี่ยังมีประโยชน์อีกมาก

  • อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ : บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มากที่สุดในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เลยด้วยซ้ำ การบริโภคผลไม้ชนิดนี้เป็นประจำจึงช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระต่างๆ ที่จะมาทำลายผิวให้เกิดริ้วรอย แถมยังช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออกไป พร้อมเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิมออกมา
  • ช่วยบำรุงระบบไหลเวียนโลหิตและบำรุงผิวพรรณ : บลูเบอร์รี่มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ประกอบอยู่ เป็นสารจำพวกฟลาโวนอยด์ที่มีสีแดงอมม่วง สารนี้มีประโยชน์ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดในระดับที่เล็กมากขึ้น และช่วยในการทำงานของกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์เรตินา อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินซีจึงช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง และแก้มแดงมีเลือดฝาด ดูผิวสวยแบบสุขภาพดีอีกด้วย
  • ช่วยชะลอเซลล์มะเร็ง : การบริโภคบลูเบอร์รี่เป็นประจำ สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก จากการทดลองให้ผงบลูเบอร์รี่กับหนูที่เป็นมะเร็งเต้านม ผลการทดลองออกมาว่า ปริมาณเนื้องอกลดลงถึง 40% เลยทีเดียว
  • ช่วยบำรุงสมอง : บำรุงระบบประสาทให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่
  • ช่วยย่อยอาหารและระบบขับถ่ายดี : เพราะเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงมาก จึงมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ราสเบอร์รี่ (Rasberry)

ผลไม้รสเปรี้ยวสีแดงที่หลายๆคนชื่นชอบ นอกจากสีสันที่สวยงามบนจานโปรดแล้ว ผลไม้ชนิดนี้ยังมีประโยชน์ดีๆอีกมาก

  • ไขมันและแคลอรีต่ำ : อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย
  • เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายและช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ
  • ต่อต้านมะเร็ง : พราะอุดมไปด้วยกรดเอลลาจิก (Ellagic acid) ซึ่งในทางการแพทย์ได้ยอมรับว่ามันมีฤทธิ์แรงที่สุดในการช่วยป้องกันมะเร็ง
  • ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อม
  • อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี : ช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอการเกิดริ้วรอย

เอลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry)

ชื่อนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูกันนัก เอลเดอร์เบอร์รี่เป็นผลเบอร์รี่ที่ได้จากไม้พุ่มขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ผลมีสีม่วง-ดำ เห็นลูกเล็กๆแบบนี้แต่มีคุณค่าทางอาหารที่มากไม่แพ้เบอร์รี่ชนิดอื่นๆเลยทีเดียว

  • ต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่ทรงพลัง : ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่างๆในร่างกาย
  • มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส : ช่วยป้องกันและบรรเทาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด
  • กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย 
  • บำรุงสายตา

จะเห็นได้ว่าเบอร์รี่ทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมานั้นมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก จึงสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ รวมทั้งเซลล์ผิวหนังด้วย ส่งผลให้สามารถช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสุขภาพดีได้จากภายในนั่นเอง

เติมคอลลาเจนให้ชั้นผิวเต่งตึง ด้วยแบล็คเบอร์รี่ และโกจิเบอร์รี่

คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในชั้นผิว ถ้ามีกระบวนการผลิตคอลลาเจนที่ดี เช่น ในวัยเด็ก ก็จะทำให้ผิวสวยเต่งตึง สามารถสมานแผลได้เร็ว จึงจะสังเกตุได้ว่าเด็กๆมีผิวที่สวยและสามารถรักษาแผลต่างๆได้เร็วกว่าผู้สูงอายุ ทั้งแบล็คเบอร์รี่และโกจิเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนในร่างกายได้ จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยเสริมให้สาวๆมีผิวสวยเต่งตึง

ผิวเนียนนุ่มด้วยวิตามินซี จากสตรอว์เบอร์รี่ และแครนเบอร์รี่

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า “วิตามินซี” มีส่วนช่วยให้ผิวกระจ่างใสได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคนส่วนมากจะรู้ว่าวิตามินซีนั้นสามารถพบได้ในผลไม้ประเภทส้ม แต่จริงๆแล้วผลไม้รสเปรี้ยวหลายๆชนิดก็อุดมด้วยวิตามินซีเช่นกัน อย่างสตรอว์เบอร์รี่และแครนเบอร์รี่ก็มีปริมาณวิตามินซีที่สูง ซึ่งวิตามินซีนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนได้เช่นกัน จึงมีส่วนช่วยให้ผิวเนียนนุ่มได้

ช่วยผลัดเซลล์ผิว ด้วยบิลเบอร์รี่ และแบล็คเคอร์แรนท์

อีกหนึ่งข้อสำคัญในการมีผิวที่ขาวใส คือกระบวนการผลัดเซลล์ผิวที่เป็นปกติ จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก พร้อมที่จะเผยผิวใหม่ที่ขาวใสออกมา แต่หากกระบวนการผลัดเซลล์ผิวนั้นมีปัญหาจะทำให้เกิดการทับถมของเซลล์ผิวที่ตายแล้วอยู่บนผิวหนัง ทำให้สาวๆรู้สึกได้ถึงผิวที่ผมองคล้ำและไม่เรียบเนียนนั่นเอง ส่วนผลไม้รสเปรี้ยวอย่างบิลล์เบอร์รี่และแบล็คเคอร์แรนท์นั้นมีคุณสมบัติในการช่วยเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการผลัดเซลล์ผิวให้เป็นปกติ จึงมีส่วนช่วยคืนผิวที่ขาวใสเรียบเนียนให้กับสาวๆได้นั่งเอง

ทานยังไงให้ ผิวขาวใส ครบง่ายๆในเม็ดเดียว “9 Berries” รวมสารสกัดจากเบอร์รี่ 9 ชนิด พร้อมวิตามินซี สารสกัดจากเปลือกสน และสารสกัดจากมะเขือเทศ

นอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่ช่วยบำรุงฟื้นฟูผิวได้ดีแล้ว ยังมีสารสกัดจากธรรมชาติอื่นๆ เช่น “อะเซโรล่า เชอร์รี่” ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพกลไกการฟื้นฟูผิวได้ดีขึ้นอีกด้วย

ผิวขาวใส แบบสุขภาพดีจากภายใน ต้องกินอะไร ? - สาระน่ารู้

 

อ่านต่อ

4 สารอาหาร ที่ดวงตาต้องการ

4 สารอาหาร ต่อต้านภัยร้ายคุกคามดวงตา
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ดวงตา เราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารมากกว่าเพียงแค่ วิตามินเอ ไบโอฟาร์มจึงขอรวบรวมสารอาหารอีก 4 ชนิดที่มีความสำคัญต่อการบำรุงดวงตา มาให้ได้อ่านกัน

แอสต้าแซนธิน
ชื่อนี้อาจฟังไม่คุ้นหูกันเท่าไรนัก แต่สารอาหารชนิดนี้สามารถพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ โดยจะพบได้มากในสาหร่ายสีแดง และอาหารที่มีสีส้ม แดง หรือเหลือง อย่างเช่น แครอท ฟักทอง รวมถึงสัตว์ทะเลอย่าง ปลาแซลมอน และเปลือกกุ้ง เปลือกปู

แอสต้าแซนธิน คือสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องใช้สายตามาก ทำงานกับคอมพิวเตอร์ จ้องจอทั้งวัน พ่วงตามมาด้วยอาการตาล้า โดยแอสต้าแซนธินจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยที่จอตา และช่วยลดอาการเมื่อยล้า ที่เกิดจากการจ้องจอเป็นเวลานาน

อีกหนึ่งสรรพคุณโดดเดนของแอสต้าแซนธินที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย คือการเป็น Super Antioxidant คือสามารถป้องกันเซลล์อนุมูลอิสระได้ทั้งในส่วนที่เป็นน้ำ และไขมัน ซึ่งทำหน้าที่เดียวกับวิตามินซี หากแต่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินซี ถึง 6,000 เท่า นอกจากปกป้องรักษาดวงตาแล้ว แอนต้าแซนทีนยังช่วยกระตุ้นความจำ เพิ่มภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของร่างกาย และยังช่วยเรื่องผิวพรรณอีกด้วย

วิตามินอี
ช่วยป้องกันและชะลอการเกิดต้อกระจก ลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% และเพิ่มความชุ่มชื่นให้ดวงตาเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมไปถึงในดวงตาอีกด้วย ประโยชน์โดยตรงของวิตามินอี ที่มีต่อดวงตา คือช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดต้อกระจก รวมทั้งเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ดวงตา หากใครที่เริ่มเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในช่วงต้น วิตามินอียังสามารถช่วยลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% ได้อีกด้วย เราสามารถพบวิตามินอีได้ในถั่วอัลมอนด์ บร็อกโคลี ผักโขม เป็นต้น

บิลเบอร์รี่สกัด
บิลเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งการบำรุงรักษาดวงตา และการมองเห็น พร้อมไปด้วยสารอาหารอีกนับไม่ถ้วน

บิลเบอร์รี่มีสรรพคุณ ช่วยป้องกันและรักษาอาการตาบอดกลางคืน ใครที่ต้องใช้สายตานานๆ จนเกิดอาการตาแห้ง เมื่อยล้า บิลเบอร์รี่ก็สามารถช่วยลดอาการดังกล่าวได้เช่นกัน ที่สำคัญคือบิลเบอร์รี่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในจอตา ทำให้สามารถป้องกันอาการเสื่อมของดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการต้อ ทั้งต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ รวมถึงอาการตาเสื่อมในผู้งอายุอีกด้วย บิลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ปลูกขึ้นในแถบยุโรป และอเมริกาเท่านั้น แต่ด้วยสรรพคุณที่มีความโดดเด่น อีกทั้งยังปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียง จึงมักจะถูกนำมาสกัดเป็นอาหารเสริม กลายเป็นอีกหนึ่งหนของการดูแลสุขภาพดวงตาของผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการถนอมดวงตา ที่ประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย

ลูทีน
ในดวงตาของเรามีโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียกว่า “ลูทีน” อยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณจุดของดวงตาที่แสงสว่างและรูปภาพจะมาตกพอดี โดยจะฉาบอยู่บนผิวของเรตินา เรียกได้ว่าจุดนี้ เป็นจุดสำคัญในการรับภาพเลยทีเดียว

หน้าที่สำคัญของลูทีน คือการกรองแสงสีฟ้า ที่มีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา ทั้งในแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ หรือแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ยากต่อการหลีกเลี่ยง ที่สำคัญคือเป็นอันตรายต่อจอประสาทตาเป็นอย่างยิ่ง

จำนวนอายุที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งส่งผลให้จอประสาทตา และเรตินาเสื่อม นำไปสู่โรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ลูทีนมีคุณสมบัติในการป้องกันการเกิดโรคดังกล่าว อีกทั้งยังช่วยลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา

ถึงแม้ว่าดวงตาของเราจะมีลูทีนเคลือบที่เรตินาอยู่แล้ว แต่ร่างกายก็ไม่สามารถสังเคราะห์ลูทีนขึ้นมาเพิ่มเองได้ใหม่ การรับประทานอาหารที่มีลูทีน จึงเป็นส่ิงที่เราสามารถทำได้เพื่อรับสารอาหารชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย โดยสามารถหาได้จากผักผลไม้ที่มีสีเหลือง และสีเขียวเข้ม

4 สารอาหาร ต่อต้านภัยร้ายคุกคาม เสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ดวงตา

วิถีชีวิตในยุคนี้ทำให้เราหลีกเลี่ยงปัจจัยทำร้ายดวงตาไม่ได้เลย แสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตามีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแสงจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ยังไม่รวมถึงปัจจัยเรื่องอายุที่จะคอยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของดวงตาลดลง สิ่งที่เราทำได้เพื่อให้ดวงตาแข็งแรงอยู่กับเราไปอีกยาวนาน คือการเพิ่มภูมิคุ้มกัน และการบำรุงให้แก่ดวงตาของเรา ผ่านการเลือกรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ ให้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในรูปแบบของอาหารที่เราคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงเกิดทางเลือกให้เราได้เลือกรับ สารอาหาร ที่มีประโยชน์ได้อย่างง่ายดาย และประหยัดเวลาได้มากกว่าที่เคย นั่นก็คือ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”

อ่านต่อ