ความแตกต่างที่เราสังเกตเห็นได้ระหว่าง ผีเสื้อกลางวัน และ ผีเสื้อกลางคืน

ผีเสื้อกลางวัน  (Butterfies) และผีเสื้อกลางคืน (Moths) จะมีรูปร่างคล้ายๆ กัน แต่ลักษณะลวดลาย รูปร่าง จะแตกต่างกัน ซึ่งทั้งคู่ถูกจัดอยู่ในจำพวกแมลง ในอันดับเลพิดอปเทรา (Lepidoptera) เป็นแมลงที่มีวงจรชีวิตค่อนข้างสั้น

ความแตกต่างที่เราสังเกตเห็นได้ระหว่าง ผีเสื้อกลางวัน และ ผีเสื้อกลางคืน

  • บ่อยครั้งที่ผีเสื้อกลางวันจะหุบปีกขณะที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ แต่ผีเสื้อกลางคืนจะกางปีกออก
  • ผีเสื้อกลางวันจะมีหนวดที่ยาวกว่าผีเสื้อกลางคืน
  • ลวดลายของผีเสื้อกลางวันจะมีสีสันสดใสสวยงาม แต่ผีเสื้อกลางคืนจะมีลวดลายที่แปลกและค่อนข้างน่ากลัว
  • ผีเสื้อกลางคืนจะมีหลากหลายขนาด เล็กมาก – ใหญ่มาก
  • ผีเสื้อกลางคืนบางสายพันธุ์จะมีการวิวัฒนาการรูปร่างและลวดลายที่ค่อนข้างน่ากลัว เพื่อป้องกันการถูกคุกคามจากสัตว์อื่นๆ

ความแตกต่างที่เราสังเกตเห็นได้ระหว่าง ผีเสื้อกลางวัน และ ผีเสื้อกลางคืน !!       ความแตกต่างที่เราสังเกตเห็นได้ระหว่าง ผีเสื้อกลางวัน และ ผีเสื้อกลางคืน !!

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.gameplaytutoriales.com/

 

ทำความรู้จักกับ”หนูผี” เจ้าหนูจิ๋วที่ได้ฉายาว่า “นักสังหารต้องคำสาป”

หนูผี….เหตุที่มันได้ฉายาว่า “นักสังหารต้องคำสาป”

เหตุที่มันได้ฉายาว่า “นักสังหารต้องคำสาป” ก็เพราะระบบการเผาผลาญที่รวดเร็วของมัน จึงทำให้ “หนูผี” ต้องออกหากินทุกๆ 3 ชั่วโมง

ทำความรู้จักกับ"หนูผี" เจ้าหนูจิ๋วที่ได้ฉายาว่า “นักสังหารต้องคำสาป”

-หากดูผิวเผินทั่วไป “หนูผี” จะมีลักษณะคล้ายๆ กับหนูทั่วไป แต่ว่าตัวเล็กจิ๋ว มีปลายจมูกที่ยืดยาวออกมาเหมือนงวงช้าง และฟันที่แหลมคมในการบดขย้ำเหยื่อ

-เหตุที่มันมีจมูกยาวกว่าหนูทั่วไป ก็เพราะว่า หู และตาของมันใช้งานได้ไม่ดี แต่ว่าประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นของมันถือว่ายอดเยี่ยม อีกทั้งยังสามารถกั้นหายใจในน้ำได้นานถึง 20 วินาทีสำหรับการล่าเหยื่อเล็กๆ ใต้น้ำ

-หนูผีมีมากกว่า 385 ชนิด ทั่วโลก และที่พบได้มากในไทยคือ หนูผีบ้าน, หนูผีจิ๋ว, หนูผีป่า และ หนูผีภูเขาโดยพวกมันจะอาศัยอยู่ในดิน โดยการขุดรูตื้นๆ หรือซ่อนตัวอยู่ตามโพรงหญ้า

-“หนูผี” เป็นสัตว์ที่มีระบบการเผาผลาญสูงมาก เพื่อความอยู่รอดจึงทำให้พวกมันต้องออกหากินอยู่ตลอดทุกๆ 3 ชั่วโมง และนอนหลับ 3 ชั่วโมง เป็นวงจรเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดอายุขัยของพวกมัน (อายุเฉลี่ย 1 ปี)

-“หนูผี” จะกินอาหารจำพวกแมลงและสัตว์เล็กๆ… เห็นภายนอกดูตัวเล็กๆน่ารัก แต่มันมีอุปนิสัยดุร้าย และชอบกัดกันเอง ในบางสายพันธุ์ที่มีพิษจะทำให้เหยื่อเกิดอาการอัมพาต และมันก็จะลากเหยื่อที่เป็นอัมพาตนั้นลงไปกินในรังของมันทั้งเป็น

-ต่อมพิษของหนูผีจะมีกลิ่นเหม็นสาบที่รุนแรงมาก ทำให้พวกมันไม่ตกเป็นเหยื่อต่อสัตว์ใหญ่ ยกเว้นแต่นกเค้าแมว

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ :https://www.gameplaytutoriales.com/

 

ทุกวันนี้ยังมีคนเชื่อว่า นมรสช็อกโกแลต ได้มาจากวัวสีน้ำตาลอีกเหรอ ?

ร้อยละ 7 ของคนอเมริกัน ยังเชื่อว่า “นมรสช็อกโกแลต” นั้นได้มาจากวัวตัวสีน้ำตาล

ทุกวันนี้ยังมีคนเชื่อว่า นมรสช็อกโกแลต ได้มาจากวัวสีน้ำตาลอีกเหรอ ?

  • แน่นอนว่านมรสช็อกโกแลต ทำมาจากนมวัว ผสม ช็อกโกแลต
  • Innovation Center of US Dairy สำรวจแล้วพบว่าร้อยละ 7 ของคนอเมริกันยังเชื่อว่า “นมรสช็อกโกแลต” นั้นได้มาจากวัวตัวสีน้ำตาล
  • การสำรวจของหน่วยงานดังกล่าว พบว่า กลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 18 ปี จำนวน 1,000 คน ร้อยละ 48 ยังไม่รู้ว่า นมช็อกโกแลตทำมาจากอะไร
  • ถ้าเปรียบเทียบจากประชากรของสหรัฐอเมริกาทั้งหมด จะเท่ากับ 16.4 ล้านคนเลยทีเดียว

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.gameplaytutoriales.com/

ทำไมเราถึงไม่ได้กลิ่นตัวของตัวเอง หรือกลิ่นในบ้านตัวเอง

บ่อยครั้งที่เวลาเราไปบ้านคนอื่นมักจะได้ กลิ่น ที่แตกต่างไปจากบ้านตัวเอง แต่พออยู่ไปสักพัก…กลิ่นเหล่านั้นก็เริ่มหายไปแล้ว

หรือแม้แต่การใช้ น้ำยาปรับผ้านุ่ม กลิ่นเดิมซ้ำๆ พอใช้ไปซักพักหนึ่ง ก็รู้สึกว่าผ้าเริ่มไม่หอมเหมือนวันแรกที่ซัก…ทำไมเราถึงไม่ได้ กลิ่น ตัวของตัวเอง หรือกลิ่นในบ้านตัวเอง

เพราะอะไร?

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนี้…เป็นสัญชาติญาณเพื่อการอยู่รอด ที่เรียกว่า “Olfactory adaptation” หรือ การปรับตัวในการรับรู้กลิ่น”

ถ้าเราได้รับกลิ่นแปลกใหม่ หรือกลิ่นที่ไม่ได้รับรู้มานานมากแล้ว ตัวรับรู้กลิ่นในจมูกของเรา (Receptor) ก็จะทำงาน เพื่อให้สมองรับรู้ว่ากลิ่นที่ได้ดมอยู่นั้น คือกลิ่นอะไร

และเมื่อเราสูดแต่กลิ่นเดิม เป็นระยะเวลานานๆ ตัวรับรู้กลิ่นก็จะเกิดภาวะล้า และทำให้เราเกิดความคุ้นชินกับกลิ่นเหล่านั้นเอง

และนี่คือเหตุผลที่ว่า “ทำไมเราถึงไม่ได้กลิ่นตัวของตัวเอง หรือกลิ่นในบ้านตัวเอง”

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

สาระอื่น ๆ มากมาย : https://www.gameplaytutoriales.com/

เคยสงสัยไหมว่า โปรตีนจากสัตว์หรือพืชดีกว่ากัน ?

คำถามติดใจหลายๆคนแต่หาคำตอบไม่ได้สักทีว่ากิน โปรตีนจากสัตว์หรือพืชดีกว่ากัน ? ร่างกายของคนเราควรได้รับโปรตีนในแต่ละวันมากน้อยเพียงใดจะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใดลองไปอ่านกัน

โปรตีนได้มาจากไหนบ้างนะ ?

โปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์มีจำพวก เนื้อหมู วัว ไก่ เป็ด ปลา นม ส่วนโปรตีนที่ได้จากพืช จะพบมากในพืชตะกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง สังเกตง่ายๆ ว่าพืชชนิดใดมีโปรตีน จะมีกลิ่นแรง มีซัลเฟอร์ หรือกำมะถัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรตีน

ข้อเสียของโปรตีนที่ได้จากพืช คือ โปรตีนในพืชมีกรดอะมิโนน้อยชนิดกว่าโปรตีนที่ได้จากสัตว์ แต่โปรตีนจากสัตว์มีกำมะถันเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก ถ้ากินโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากๆ เลือดก็เป็นกรด เพราะมีกรดกำมะถันมาก ถ้ากินโปรตีนจากพืช กรดกำมะถันน้อยกว่า แต่อาจจะขาดกรดอะมิโนบางตัวไป

แล้วเราควรกิน โปรตีนจากสัตว์หรือพืชดีกว่ากัน หละ ?

เพราะฉะนั้นเราควรกินโปรตีนจากพืชร่วมกับสัตว์โดยโปรตีนจากสัตว์ให้เน้นที่มีโอเมก้า3 คือ โปรตีนจากเนื้อปลา เพราะนอกจากโอเมก้า3 กำมะถันน้อยแล้ว โอกาสจะเกิดภาวะเลือดเป็นกรดก็น้อยกว่าเนื้อแดง ยิ่งในอาหารจำพวกเนื้อแดงที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น แหนม ไส้กรอก เบคอน แฮม หมูรมควัน หมูสวรรค์ ความเป็นกรดจะสูงกว่าเนื้อสัตว์ที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป

เราควรกินโปรตีนมากน้อยแค่ไหน ?

เราควรกินโปรตีนมากน้อยแค่ไหน จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของแต่ละบุคคลด้วยครับ โดยหลักแล้วเราจะต้องกินโปรตีน 0.5-1 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กก. อย่างเช่นเราน้ำหนัก 100 กิโลกรัม เราต้องกินโปรตีน 100 กรัม แต่ โปรตีนที่เรากินเข้าไปในร่างกาย โปรตีนอาจไม่ได้ดูดซึมเข้าร่างกายได้หมด อาจไม่ถึง 100 กรับก็ได้ เพราะฉะนั้นเราควรกินโปรตีน เผื่อด้วยอีก ประมาณ 1 เท่าตัว

ถ้าเรา “กินเจ” หรือ “กินมังสวิรัติ” เราจะทำยังไง ?

คำตอบของคำถามนี้คือ การที่เรากิน “กินเจ” หรือ “กินมังสวิรัติ” อาจทำให้เราขาดวิตามินบางตัวโดยเฉพาะ วิตามิน บี12 เราก็ สามารถกินวิตามินบี 12 เติมช่องโหว่เข้าไปได้ หรือถ้า “กินมังสวิรัติ” ก็กินไข่เติมช่องโหว่กรดอะมิโนที่ขาดหายไปได้ การที่เรากินโปรตีนจากสัตว์ หรือ พืช มากเกินไปอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นกับการที่เรา กินเนื้อสัตว์มากอาจจะทำให้เลือดเป็นกรด ทำให้สุขภาพไม่ดี เกิดการอักเสบในร่างกาย แต่ถ้าเปลี่ยนไปหนักทางโปรตีนพืชก็อาจทำให้เราขาดวิตามินบางตัว โดยเฉพาะวิตามินบี 12 ที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ อาจทำให้เลือดจาง เม็ดเลือดแดงรูปร่างผิดปกติไป ดังนั้นควรกินแบบผสมผสานกันดีที่สุด และ ใครที่กินเนื้อสัตว์มากๆ เราก็ควรกินผักใบเขียวร่วมด้วย จะช่วยลดกรดในเลือดได้ สำหรับคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์เลยก็ควรกินวิตามินบี12 เสริมเข้าไปด้วย

เคยสงสัยไหมว่า โปรตีนจากสัตว์หรือพืชดีกว่ากัน ? แล้วแบบไหนที่ควรกิน

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระและข่าวสารอื่น ๆ : https://www.gameplaytutoriales.com/

 

การกินเนื้อที่มี โปรตีน นั้นให้พลังงานแก่สมองที่เฉื่อยชาในช่วงบ่ายได้ดี

ให้พลังงานแก่สมองที่เฉื่อยชาในช่วงบ่ายด้วย-การกินเนื้อที่มี-โปรตีน

การกินเนื้อที่มี โปรตีน นั้นให้พลังงานแก่สมองที่เฉื่อยชาในช่วงบ่าย ได้ดีกว่าเครื่องดื่มหวานๆ แม้ว่ากลุโคสจะเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกายแต่ผลวิจัยล่าสุดชี้ออกมาว่าสมองชอบโปรตีนมากกว่า โดยนักวิจัยสามารถพิสูจน์ได้ว่าเซลล์โอเรซิน ซึ่งจะหลั่งสารกระตุ้นสมองและทำให้สมองตื่นตัวอยู่เสมอจะทำหน้าที่ได้ดีที่สุดเมื่อได้รับพลังงานจากโปรตีน และเมื่อเซลล์พวกนี้ทำหน้าที่ได้ดีขึ้นร่างกายคุณจะเผาผลาญไขมันได้มากขึ้นด้วยฉะนั้นถ้าใคร พากันหยิบน้ำอัดลมคุณควรรีบแซนด์วิชไข่ สมองจะได้ไวกว่าแสงลดพุงได้อีกตังหาก

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com/

ติดตามสาระและข่าวสารเพิ่มเติม : https://www.gameplaytutoriales.com/

อาการ หูอื้อ หายได้ด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่ง ?

คุณรู้หรือไม่ เคี้ยวหมากฝรั่งช่วยอาการ หูอื้อ อย่างไร ? อาการหูอื้อนั้นมีสาเหตุมาการการเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศอย่างกระทันหันซึ่งจะทำให้ความดันภายในเยื่อแก้วหูนั้นไม่เท่ากับความดันอากาศ

อาการหูอื้อนั้นมีสาเหตุมาการการเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศอย่างกระทันหันซึ่งจะทำให้ความดันภายในเยื่อแก้วหูนั้นไม่เท่ากับความดันอากาศ เนื่องจากปกติแล้วความดันภายในเยื่อแก้วหูและความดันอากาศภายนอกนั้นจะมีความดันเท่ากัน ดังนั้นในหูชั้นกลางที่มีท่อที่ชื่อว่า Eustachaian tube ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมระหว่างหูชั้นกลางและโพรงหลังจมูก โดยจะปรับความดันในหูชั้นกลางให้เท่ากับบรรยากาศภายนอก

เมื่อความดันที่อยู่ภายในหูของคนเราสูงกว่าความดันอากาศภายนอก เนื่องจากความดันในหูที่สูงกว่านั้นจึงทำให้ความดันอากาศที่อยู่ภายในหูพยายามดันออกมา และนี้คือสาเหตุที่ทำให้หูอื้อไปชั่วขณะ แต่อาการหูอื้อนั้นจะสามารถกลับไปเป็นปกติได้อีกครั้งก็ต่อเมื่อท่อ Eustachaian tube ถูกเปิดออก ซึ่งมาหลายวิธีรวมไปถึงการเคี้ยวหมากฝรั่ง

การเคี้ยวหมากฝรั่งนั้นจะช่วยในการกระตุ้นการผลิตน้ำลายและเมื่อมีน้ำลายในปริมาณหนึ่ง คนก็จะกลืนน้ำลาย ในขณะที่กลืนน้ำลายนั้นก็จะมีผลทำให้ท่อ Eustachaian tube เปิดออกนั้นเอง และหากอาการหูอื้อเกิดขึ้นบ่อย ควรพบแพทย์เพราะนั้นอาจจะไม่ใช่เพียงอาการหูอื้อปกติอาจจะเกิดมาจากอาการน้ำในหูไม่เท่ากันหรืออาจเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบด้านในภายในหูได้เช่นกัน

รู้หรือไม่อาการ หูอื้อ หายได้ด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่ง ? - สาระน่ารู้

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.gameplaytutoriales.com/

น้ำขิง มีประโยชน์และสรรพคุณอย่างไร ?

รู้หรือไม่น้ำสมุนไพร น้ำขิง มีประโยชน์และสรรพคุณอย่างไร ?

ขิง เป็นสมุนไพรไทยชนิดหนึ่งที่หลายคนรู้จักกันดี และคนส่วนใหญ่จะนิยมนำขิงมาประกอบอาหารหรือทำเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งเครื่องดื่มที่นิยมกันก็คือ น้ำขิง ซึ่งขิงนั้นก็มีประโยชน์ทางการแพทย์มากมายไม่ว่าจะช่วยบรรเทาอารคลื่นไส้อาเจียนจากอาการเมารถ เมาเรือ เพราะว่าในน้ำขิงนั้นมีสารอยู่ 2 ชนิดที่ชื่อว่า สารจิงเจอรอล (6-gingerol) และสารโชกาออล (6-shogaol) ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนี้มีฤทธิ์ต่อสมองในส่วนการควบคุมอาการอาเจีย และน้ำขิงเมื่อดื่มเข้าไปมันจะไปช่วยกระตุ้นการบิดตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้อ่อนทำให้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร การดูดซึมอาหาร ลดอาการท้องอึด ช่วยขับลมได้

ไม่เพียงเท่านี้การดื่มน้ำขิงสำหรับบ้างคนอาจจะเป็นการเพิ่มความอยากอาหารได้อีกด้วย สรรพคุณของน้ำขิงยังไม่หมดเพียงเท่านี้มันยังช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไมเกรน ปวดท้องประจำเดือน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในน้ำขิงมีสาร พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งเป็นสารสารฮอร์โมนที่ช่วยระงับความเจ็บปวดได้ และประโยชน์ของมันก็ยังไม่หมดเพียงเท่านี้น้ำขิงยังช่วย การแก้อาการแน่นโพรงไซนัส บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ช่วยขับเหงื่อ ช่วยในการลดคอเลสเตอรอล ลดอาการบวมและปวดของผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอนด์ ซึ่งวิธีการทำน้ำขิงก็ง่ายๆ โดยมีวิธีดังนั้น ขั้นตอนแรกให้นำขิงมาล้างให้สะอาดจากนั้นก็หั่นเป็นแว่นๆ หรือจะทุบก็ได้

จากนั้นก็นำไปต้มให้เดือดเมื่อน้ำเดือดแล้วก็ต้มต่ออีก 10-15 นาทีโดยใช้ไฟอ่อน และเมื่อครบแล้วก็นำน้ำขิงไปแยกออกจากกัน หรือใครที่ชอบหวานก็อาจจะใส่น้ำผึ้งหรือน้ำตาลลงไปเพื่อเพิ่มความหวานได้ เพียงเท่านี้ก็ได้น้ำขิงมาดื่มกัน ถึงแม้ว่าน้ำขิงจะมีประโยชน์มากแต่สำหรับผู้ป่วยบางอย่างก็ห้ามดื่มเช่น ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ผู้ที่เป็นเบาหวาน หรือผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดเพราะว่าขิงจะไปทำให้เลือดแข็งตัว และการดื่มน้ำขิงก็ควรดื่มตอนเช้าเพราะว่าในน้ำขิงมีคาเฟอีนเล็กน้อย เมื่อดื่มในช่วงเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและสดชื่นอีกด้วย

ข้อมูลจาก :https://www.interguardias.com

ติดตามสาระต่าง ๆ : https://www.gameplaytutoriales.com/

 

หากง่วงช่วงเวลากลางวันควร งีบหลับ กี่นาทีถึงจะดีที่สุด?

ควร งีบหลับ กี่นาทีถึงจะดีที่สุด หลายคนอาจจะเคยรู้สึกง่วงนอนในช่วงเวลากลางวัน และหลายคนก็พยายามต่อสู้กับความง่วง

หลายคนอาจจะเคยรู้สึกง่วงนอนในช่วงเวลากลางวัน และหลายคนก็พยายามต่อสู้กับความง่วง พยายามปลุกตัวเองให้ตื่นด้วยวิธีต่างๆ เช่น การดื่มกาแฟ การดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ล้างหน้าล้างตา เป็นต้น แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วการงีบหลับนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นได้ และหากจะให้ได้ผลเต็มที่การงีบหลับจะต้องอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสมนั้นเอง

วงจรการนอนหลับแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

1. ระยะที่หนึ่งเป็นระยะที่เปลี่ยนจากการตื่นไปสู่การนอน ในระยะนี้หาถูกปลุกให้ตื่นจะทำให้รู้สึกว่ายังไม่ได้นอน
2. ระยะที่สองเป็นเหมือนระยะของการนอนหลับอย่างแท้จริง หรือเป็นช่วงหลับตื้นๆ ที่ยังไม่มีการฝัน จึงทำให้การหลับในระยะนี้สามารถถูกปลุกให้ตื่นได้โดยง่าย
3. ระยะที่สามเป็นช่วงที่หลับลึกลงไป และเป็นระยะที่เริ่มจะปลุกให้ตื่นค่อนข้างยากขึ้น หากถูกปลุกจะทำให้รู้สึกงัวเงีย
4. ระยะที่สี่จะเป็นช่วงที่หลับลึกที่สุดและระยะนี้เป็นระยะที่ปลุกยากที่สุด ซึ่งในระยะนี้เองจะเป็นช่วงที่มีการฝันเกิดขึ้น

ควร งีบหลับ กี่นาทีถึงจะดีที่สุด?

1.การงีบ 10-20 นาที จะทำให้ร่างกายตื่นตัวและเพิ่มพลังให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นได้ดีในช่วงเวลานี้จะสามารถปลุกให้ตื่นได้ง่าย
2.การงีบ 30 นาที แต่ว่าในการงีบหลับนาน 30 นาที หากทำให้ตื่นขึ้นมามักจะมีอาการเหมือนการแฮงค์โอเวอร์ ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกเฉือยๆ ไม่ประปรี้ประเปร่า
3.การงีบ 60 นาที ช่วงนี้การนอนจะมีผลต่อการส่งคลื่นสั้นๆต่อสมองอยู่ในระยะหลับลึก มีผลต่ความจำทำให้จดจำข้อมูลต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่การตื่นของช่วงเวลานี้จะรู้สึกงีวเงียและตื่นยากกว่าปกติ
4.การงีบ 90 นาทีหรือการครบวงจรการหลับ ช่วงนี้เป็นการหลับที่สมบูรณ์ สมองจะได้พักเต็มที่ ช่วยในเรื่องของความจำ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และยังทำให้ร่างายนั้นสดชื่นประปรี้ประเปร่าอีกด้วย

หากง่วงช่วงเวลากลางวันควร งีบหลับ กี่นาทีถึงจะดีที่สุด?

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามสาระอื่น ๆ : https://www.gameplaytutoriales.com/

 

เด็กเสี่ยงรับเชื้อจากแม่ ! ผลวิจัยจากเยอรมนีพบโควิด 19 ใน นมแม่ มีไวรัสแสนตัว ต่อซี.ซี.

หมอเผย ผลวิจัยจากเยอรมนีพบโควิด 19 ใน นมแม่ มีไวรัสแสนตัว ต่อซี.ซี. ตอกย้ำว่าเด็กเสี่ยงรับเชื้อจากแม่ ทำให้ยิ่งต้องระวังและหาแนวทางป้องกันต่อไป

วันที่ 26 พฤษภาคม 2563  รศ. นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุข้อความเกี่ยวกับรายละเอียดการตรวจพบเชื้อไวรัสโรคโควิด 19 ในน้ำ นมแม่ คาดว่ามีเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในน้ำนมประมาณ 94,800-132,000 ตัวต่อซี.ซี. ซึ่งเป็นการวิจัยของทีมวิจัยจากประเทศเยอรมนี

โดยงานวิจัยดังกล่าวตอกย้ำให้ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และต้องวิจัยกลุ่มประชากรจำนวนมากกว่านี้เพื่อนำไปสู่การสรุปแนวทาง หรือคำแนะนำเกี่ยวกับการให้นมของแม่ที่ป่วย covid 19 จะได้วางแผนในการดูแลรักษาและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับข้อความทั้งหมด มีดังนี้

ผลวิจัยจากเยอรมนีพบโควิด 19 ใน นมแม่ มีไวรัสแสนตัว ต่อซี.ซี.

ข้อมูลจาก : https://www.interguardias.com

ติดตามข่าวสารและ สาระอื่น ๆ ได้ที่ : https://www.gameplaytutoriales.com/