อันดับพุ่ง! TALON งัดฟอร์มอัด SAIGON – DG เก็บ 6 แต้ม

การแข่งขัน Arena of Valor Premier League 2020 (APL 2020) วันแรกของครึ่งหลังรอบแบ่งกลุ่มสาย A สองทีมตัวแทนจาก RPL ประเทศไทยอย่าง POPS Bacon Time และ Talon Esports ลงสนามทีมละ 2 แมตช์

อันดับพุ่ง! TALON งัดฟอร์มอัด SAIGON – DG เก็บ 6 แต้ม

ในช่วงครึ่งแรกของรอบแบ่งกลุ่มนั้น POPS Bacon Time เก็บไป 9 แต้มจาก 6 นัดรั้งอันดับ 4 ร่วมกับ Hong Kong Attiude โดยนัดประเดิมสนามของครึ่งหลังพวกเขาก็สามารถยันเสมอ MAD Team จ่าฝูงจาก GCS ไต้หวันได้อีกครั้ง ก่อนที่จะเอาชนะ Project H จาก AOG เวียดนาม 2-0 ทำให้ได้เพิ่ม 4 คะแนน เป็น 13 คะแนน

ขณะที่ Talon Esports เริ่มต้นครึ่งแรกได้ไม่ดีนักมี 8 คะแนน อยู่อันดับที่ 5 และต้องการแต้มเพื่อกลับสู่เส้นทางการเข้ารอบเพลย์ออฟ ซึ่งพวกเขาก็ทำได้ดีในวันนี้เมื่อออกสตาร์ทด้วยการชนะ DG Esports จาก ASL อินโดนีเซีย 2-0 ก่อนที่จะเก็บได้อีก 3 แต้มสำคัญจากรองจ่าฝูงอย่าง Saigon Phantom จาก AOG เวียดนาม ทำให้มีเพิ่มเป็น 14 คะแนน

สรุปอันดับคะแนนของสาย A MAD Team ยังนำเป็นจ่าฝูงมี 15 คะแนนจาก 7 นัด ตามมาด้วย Talon Esports อันดับ 2 มี 14 คะแนน อันดับ 3 POPS Bacon Time และ Saigon Phantom มี 13 คะแนน เท่ากัน

อ่านต่อ

ไม่สมเหตุสมผล! ซีอีโอ MS CHONBURI สับประเด็นร่างกฎหมายควบคุมเกม

โรจน์ พุทธคุณ ผู้บริหารของ MS Chonburi สโมสรอีสปอร์ตชั้นนำของไทย ไม่เห็นด้วยกับบางส่วนของร่างกฎหมายควบคุมเกม พร้อมฝากถึงผู้เกี่ยวของให้มีการออกกฎหมายควบคุมเพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเกมเติบโต

ไม่สมเหตุสมผล! ซีอีโอ MS CHONBURI สับประเด็นร่างกฎหมายควบคุมเกม

วันที่ 13 กรกฎาคม จะมีการประชุมสภาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการร่างกฎหมายอีสปอร์ต ซึ่งมีประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ การจัดแข่งเกมต้องขออนุญาติก่อน, ห้ามแข่งเกม FPS หรืออาจแบนเกมที่มีความรุนแรง และสำคัญคือ ห้ามสตรีมเมอร์สตรีมเกมเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน

“การห้ามสตรีมเกมติดต่อเกิน 2 ชั่วโมงต่อวันนั้น สำหรับผม มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นด้วยซ้ำ” โรจน์ พุทธคุณ ซีอีโอของ MS Chonburi กล่าว “เพราะการสตรีมเกม มีคนที่ทำเป็นอาชีพ แบบ Full-Time จำนวนชั่วโมงยังแปรผันตามจำนวนเงินค่าตอบแทนอีกด้วย คนที่ทำอาชีพ สตรีมเมอร์ ย่อมต้องรู้จักกำหนดตารางการทำงานของตัวเอง และเข้าใจในวิธีการทำแบบของงานนั้นๆ ดีอยู่แล้ว”

“โดยหลักการการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ควรเน้นที่การส่งเสริมเพื่อให้อุตสาหกรรมนั้นเติบโต ไม่ใช่ เป็นการออกกฎหมายเพื่อให้อุตสาหกรรมนั้นตาย”

การแบนเกมที่มีเนื้อหารุนแรงออกจากอุตสาหกรรมกีฬาอีสปอร์ต ซีอีโอ MS Chonburi กล่าวว่า “การแบนเกมรุนแรง ออกจากการแข่งขันอีสปอร์ตนั้น มันไม่สมเหตุสมผล ที่ผ่านมาเกมมักถูกมองเป็นผู้ร้ายก่อนเสมอ เมื่อมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น หลายครั้งที่ข้อกล่าวหาเหล่านั้น ไม่เป็นความจริง สิ่งที่มีผลต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น มักเกิดจากเหตุส่วนบุคคลมากกว่า”

“ผมจึงมองว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดว่า เกมที่มีเนื้อหารุนแรงจะสัมพันธ์กับความรุนแรงด้านอาชญากรรม อย่างที่กล่าวหากัน มันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างของผู้ใหญ่บางคนเท่านั้นเอง ในทางกลับกัน ผมมองว่า สภาพบริบทของสังคมคือตัวแปรสำคัญมากกว่า เช่น ผู้ปกครองดูแล ให้ความรู้ ความเข้าใจ เวลา กับ เด็กๆ น้องๆ เยาวชน มากน้อยแค่ไหน การแบนเกมจึงไม่ใช่คำตอบอย่างแน่นอน”

สุดท้าย โรจน์ พุทธคุณ ได้ฝากความคิดเห็นถึงผู้เกี่ยวข้องต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า “ผมอยากให้มีการชั่งน้ำหนัก ทำการศึกษา ร่างกฎหมายอีสปอร์ตนี้ และทำความเข้าใจกับ อุตสาหกรรมอีสปอร์ตให้มากกว่านี้ เพราะยังมีข้อเรียกร้อง ที่ไม่สะท้อนถึงความเป็นจริงของอุตสาหกรรม และบางข้อเรียกร้องที่อยู่บนพื้นฐานของความไม่เข้าใจ บวกกับสมมติฐานของทฤษฎีที่ยังไม่สมบูรณ์”

“การที่ใครสักคนจะเรียกร้อง หรือออกกฎหมายอะไร เขาควรต้องถามผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือไม่? ผมเชื่อว่ามีคนที่มีประสบการณ์ องค์ความรู้ และมีความเข้าใจ ในอุตสาหกรรมนี้ อีกเป็นจำนวนมาก พร้อมจะเข้ามาช่วยทำงานร่วมกัน และผลักดันให้เกิดการกฎหมายที่ตอบโจทย์กับทุกคนอย่างแท้จริง”

อ่านต่อ

กินอาหารหน้าร้อนต้องเลือกอย่างถูกวิธี

กินอาหาร หน้าร้อนต้องเลือกอย่างถูกวิธี

การ กินอาหาร ในหน้าร้อน มักเกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร หากจะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเช่นนี้ ควรกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงของหมักดอง หรืออาหารทะเล และตัวช่วยที่ดีอีกอย่างคือ ควรกินร้อนช้อนกลางจะดีที่สุด

ไม่ว่าฤดูไหนในเมืองไทยก็ดูร้อนไปซะหมด แต่จะร้อนที่สุดก็คงหนีไม่พ้นช่วงฤดูร้อนนี่ล่ะค่ะ และสิ่งที่ตามมากับ
อากาศร้อนๆ แบบนี้ ก็มักเป็นปัญหาที่มาจากการกินอาหาร เพราะเจ้าเชื้อโรคต่างๆ มักเจริญเติบโตได้ดี แล้วเราควรเลือกกินอาหารอย่างไรให้ห่างไกลจากอาการท้องเสีย ตามไปดูกันเลยค่ะ

หากจะ กินอาหาร หน้าร้อน ต้องเลือกอย่างถูกวิธี !! สาระน่ารู้

โรคที่มากับหน้าร้อน

มักเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เพราะในฤดูร้อนเป็นอุณหภูมิที่เชื้อโรคชอบเป็นพิเศษ และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว อาหารที่ใช้กะทิเป็นส่วนประกอบจะเสียเร็วกว่าปกติ นอกจากอาหารแล้วเครื่องดื่มก็สำคัญ โดยเฉพาะน้ำแข็ง ยิ่งร้อนมากเท่าไรยิ่งอยากกินน้ำแข็งมากขึ้น รู้ไหมคะว่าน้ำแข็งมักไม่ค่อยสะอาด อาการอีกอย่างที่ชอบเกิดในช่วงนี้คือ จะทำให้เราเบื่ออาหาร กินไม่ลง กินไม่ตรงเวลา ส่งผลถึงระบบทางเดินอาหารมากยิ่งขึ้น

กินอย่างไรให้ดี

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ช่วงอากาศร้อนร่างกายจะขับเหงื่อออกมาก ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ การได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ สำหรับปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวันคือ 0.05 ลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ต้องการน้ำ 2.5 ลิตร (8-10 แก้ว) นอกจากน้ำเปล่าแล้ว ควรกินผลไม้ที่น้ำเพิ่มเติมด้วย เช่น แตงโม แตงกวา ฟัก เป็นต้น

2. เลี่ยงของหวาน
อากาศร้อนยิ่งทำให้อยากกินของเย็นๆ มากยิ่งขึ้น เช่น ไอศกรีมเพื่อดับร้อน ความจริงแล้วเราสามารถกินได้ แต่ไม่ควรกินเยอะเกิน เพราะทั้งหวานทั้งมัน อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งหากเป็นไอศกรีมกะทิอาจจะทำให้ปวดท้องได้เมื่อกินในปริมาณมาก แนะนำให้เลือกกินประเภท ซอร์เบท (Sorbet) หรือเปลี่ยนเป็นสมูทตี้ เบอร์รี่ หรือผลไม้อื่น จะให้ความสดชื่นมากยิ่งขึ้น และในส่วนของน้ำแข็งขอให้เน้นที่ความสะอาดด้วยค่ะ

3. เลือกกินเป็นพิเศษ
อาหารที่ต้องระวัง ได้แก่ อาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก ที่เก็บในอุณหภูมิไม่เพียงพอ ส่งผลให้อาหารไม่สด เมื่อนำมาปิ้งย่างไม่สุก หรือ นำมายำใส่ผักสด เช่น ส้มตำ ปลาหมึกย่าง ยำหอย ยำทะเล ก็จะพลอยทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้ นอกจากนี้ อาหารที่มีไก่และไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ข้าวมันไก่ น้ำสลัด หรือมายองเนส ซึ่งมีไข่แดงดิบเป็นส่วนประกอบ ในไก่และไข่ที่ไม่สุกอาจจะมีเชื้อแซลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วงได้เช่นกัน

4. งดอาหารหมักดอง
โดยเฉพาะอาหารหมักดองที่ขายตามท้องตลาด เพราะอากาศร้อนทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี เช่น ยีสต์และเชื้อรา กะปิ แหนม ปลาร้า เมื่อรับประทานเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วง อาเจียน นอกจากนี้ ถ้ามีเชื้อไวรัสก็อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ โดยเฉพาะในแหนม นอกจากจะมีโอกาสได้รับพยาธิตัวตืดแล้ว ยังอาจได้รับสารพิษที่มีชื่อว่า ไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย

5. งดน้ำแข็ง
ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งทั้งแบบก้อน และแบบไสละเอียด ถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่น่าเป็นห่วง เพราะกระบวนการผลิตมักทำกันแบบง่ายๆ ไม่ได้มาตรฐาน ตั้งแต่น้ำที่นำมาใช้ไปจนถึงเครื่องมือ รวมถึงขั้นตอนการจัดส่ง การบริโภคน้ำแข็งที่ไม่สะอาดอาจก่อให้เกิดโรคตามมา เช่น อุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิด ไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์ ฯลฯ

6. กินร้อนช้อนกลาง
การกินอาหารร้อน ปรุงสดใหม่ ทำให้ปลอดภัยต่อระบบทางเดินอาหารมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการใช้ช้อนกลางตักอาหาร ยังสามารถป้องกันโรคที่ติดต่อผ่านทางน้ำลายลงในอาหาร ซึ่งมีถึง 8 โรคด้วยกัน คือ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คอตีบ คางทูม โบลิโอ วัณโรค ไวรัสตับอักเสบบี และโรคซาร์ส ฉะนั้นช้อนกลางจึงถูกเปรียบเปรยเป็น “กำแพงกั้นเชื้อโรค” และยังช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากน้ำลายลงสู่อาหาร ทำให้อาหารบูดเสียได้ช้าลงอีกด้วย เรียกได้ว่าคนก็ปลอดภัย อาหารก็ปลอดเชื้อนั่นเองค่ะ

 

อ่านต่อ

 

8 ประโยชน์ของ การว่ายน้ำ

การว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายประเภทหนึ่งที่นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด

นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว

ยังทำให้จิตใจได้ผ่อนคลายเมื่อร่างกายได้ลงแช่น้ำอีกด้วย

การว่ายน้ำจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการออกกำลังกาย

ที่หลายคนชื่นชอบวันนี้เราจึงนำ ประโยชน์ของการว่ายน้ำ มาฝากกันค่ะ

8 ประโยชน์ของ การว่ายน้ำ

1. ช่วยลดน้ำหนัก

การว่ายน้ำสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ถึง 367 แคลอรี่

ใช้เวลาเพียง 30 นาทีซึ่งพอๆ กับการเดินเร็ว การปั่นจักรยาน

หรือการวิ่งเหยาะๆ นั่นเอง

2. ช่วยลดความเครียดและเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง

การสำรวจความคิดเห็นของนักว่ายน้ำ จำนวน 74,000 คน

พบว่าร้อยละ 74 มีความคิดเห็นว่าการว่ายน้ำ

ช่วยผ่อนคลายจากความเครียด

และความกดดันและรู้สึกสดชื่นเมื่อได้ว่ายน้ำ

3. ช่วยให้อารมณ์ดี

การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่านักว่ายน้ำ

ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดมักจะไม่ค่อยมีความเครียด

ความกดดัน ความหดหู่ ความโกรธ และความสับสนเมื่อพวกเขาได้ว่ายน้ำ

เนื่องจากการว่ายน้ำทำให้ร่างกายปล่อยฮอร์โมนเซโรโทนินที่ทำให้อารมณ์ดี

4. ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

การว่ายน้ำเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อของคุณ

และการว่ายน้ำยังเป็นการออกกำลังกายที่ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ออกกำลังกาย

ในราคาแพงอีกด้วย

5. ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บน้อยมาก

เนื่องจากน้ำช่วยในการลอยตัวและยังช่วยลดการเคลื่อนไหว

และความตึงของกระดูกข้อต่อและกล้ามเนื้อลงด้วย

การว่ายน้ำจึงมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บน้อยกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ

6. ช่วยให้นอนหลับสบาย

การว่ายน้ำช่วยให้นอนหลับสบายมีแนวโน้วนอนหลับได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเลย

7. ว่ายน้ำไม่มีเหงื่อ

เมื่อคุณว่ายน้ำจะไม่รู้สึกร้อนจนเกินไปหรือไม่รู้สึกว่ามีเหงื่อ

เพราะน้ำรอบๆ ตัวคุณจะทำให้คุณเย็นลง

8. ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ

การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด

ดังนั้นหากคุณว่ายน้ำเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดสารพัดโรค

เช่น ความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหลอดเลือดสมอง

 

อ่านต่อ

ผอมจนเกือบจะปลิว!! สูตรนี้ต้องลอง พุงหาย ไขมันหด ลดจริง! แบบง่ายๆ เพียงใช้ มะนาว

มะนาว เป็นสิ่งที่ทุกบ้านมักจะมีติดตู้เย็นไว้เสมอ เอาไว้ทำอาหาร ทำขนม หรือทำเครื่องดื่มต่างๆได้ด้วย นอกจาก มะนาว จะมีประโยชน์ในด้านโภชนาการแล้ว มะนาว ยังมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับสูตรมะนาว 1 ลูก ทานครบ 2 เดือน ลดน้ำหนักได้ 12 กิโล ไปดูกันเลย

ผอมจนเกือบจะปลิว!! สูตรนี้ต้องลอง พุงหาย ไขมันหด ลดจริง! แบบง่ายๆ เพียงใช้ มะนาว

โดยสูตรน้ำมะนาวลดความอ้วนของ คุณกิติพงษ์ ปังศรีวินิจ อาจารย์หมอ กดจุดปรับสมดุลร่างกาย ประจำสำนักแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุขมีวิธีที่ง่ายแสนง่ายที่จะช่วยลดน้ำหนักตัวลงอย่างเห็นผลได้

สูตรการทำ “น้ำมะนาว” สด ๆ ลดความอ้วน

1. ตอนเช้า น้ำมะนาว 1 ลูก ผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำสะอาด 1 แก้วตื่นนอนตอนเช้าดื่มเลย ดื่มก่อนที่เราจะอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ดื่มให้หมดแก้วภายในครั้งเดียว สักพักค่อยอาบน้ำทำกิจวัตรตามปกติ

2. น้ำมะนาว + น้ำผึ้ง หรือน้ำตาลทรายแดง + เกลือ + น้ำอุ่น ชงน้ำตาลทรายแดงกับเกลือในน้ำอุ่นจนละลายทิ้งไวสักครู่ พอน้ำไม่ค่อยร้อนบีบน้ำมะนาว 1 ลูก แล้วรีบทานได้เลย ทานก่อนนอนสัก 15-20 นาที (เวลานี้ดีที่สุด) ทานประจำทุกวัน หลังจาก 7 วัน น้ำหนักตัวจะเริ่มลด รูปร่างจะดีขึ้น ผ่านไป 2 อาทิตย์ เสื้อผ้าเริ่มหลวม ผ่านไปครบ 1 เดือน ขาและน่องจะเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดเจน

น้ำมะนาวจะช่วยลดไขมันในเลือด เอวหาย น้ำหนักลด มะนาวเป็นสมุนไพรลดความอ้วนที่ดีที่สุด เป็นสูตรธรรมชาติ ไม่มีโทษกับร่างกายถ้าอยากรูปร่างดียิ่งขึ้นอีกให้ออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย วันละ 15-20 นาทีเพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ร่างกายที่ไร้มลพิษ แถมยังได้รูปร่างที่สมส่วนอีกด้วย

รู้แบบนี้แล้ว ต้องรีบทานกันแล้วล่ะ นอกเหนือจากช่วยกันในการดีท๊อกซ์แล้ว มะนาวยังคงคุณประโยชน์มากมาย ที่ดีต่อสุขภาพของคุณ

ประโยชน์อื่นๆ ของมะนาว

1. แก้ไอและขับเสมหะ ใช้ผลสดคั้นเอาน้ำใส่เกลือเล็กน้อยหรือคั้นเอาน้ำผสมน้ำผึ้ง 1 ต่อ? 3 ส่วน จิบบ่อยๆหรือฝานบางๆจิ้มเกลืออม

2. แก้ไอ นำใบมะนาวหั่นเป็นฝอย ชงด้วยน้ำเดือด ดื่มแบบน้ำชา ช่วยลดไข้ และใช้อมกลั้วคอ ฆ่าเชื้อโรคได้ดี

3. เป็นยาขับเสมหะ รักษาอาการไอ ระคายคอจากเสมหะ บรรเทาอาการเจ็บคอ โดยใช้น้ำมะนาวจากผลที่โตเต็มที่ มีรสเปรี้ยวจัด เติมเกลือเล็กน้อย จิบบ่อยๆ หรือจะทำน้ำมะนาวเติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย

4. แก้คอแห้ง คั้นมะนาวใส่ช้อนแล้วเทลงคอ

5. รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด เปลือกผล รสขม ช่วยขับลมได้ดี ใช้เปลือกผลสด 1/2-1 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็กๆบางๆชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ นาที ดื่มแต่น้ำขณะมีอาการ หรือหลังอาหาร 3 เวลา

6. โรคกระเพาะ ใช้เปลือกผลมะนาว ชงน้ำร้อนดื่ม เป็นยาขับลมและแก้โรคกระเพาะได้

7. แก้ท้องร่วง ใช้น้ำมะนาวผสมกับน้ำสะอาดดื่ม

8. ท้องผูก ใช้น้ำมะนาวค่อนแก้วกาแฟ ใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มทุกวันเป็นยาระบายได้ดี และเจริญอาหาร

9. แก้ฟกช้ำตามแขนขา หรือหัวโน ใช้น้ำมะนาวผสมดินสอพอง พอกบริเวณที่เป็น จะทำให้เย็นและยุบเร็ว

10. แก้ข้อศอก ส้นเท้าด้านดำ ใช้เปลือกมะนาวที่บีบน้ำออกหมดแล้ว นำมาขัดถูผิวส่วนที่ด้านแตก เช่น ข้อศอก หรือส้นเท้า จะช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น รอยด้านหรือรอยแตกจะจางลง

11. ลบรอบด่างดำที่ขาหรือขาลาย มีจุดด่างดำเล็กๆ หรือรอยแผลเป็นให้ใช้น้ำมะนาวบีบลงในดินสอพอง พอหมาดๆ ทาบริเวณขาทุกคืน ก่อนนอนตื่นเช้าค่อยล้างออก รอยด่างดำจะค่อยๆจางหายไป

12. แก้ลิ้นเป็นฝ้า ใช้สำลีชุบน้ำมะนาวเช็ดลิ้นวันลละ 3 ครั้ง ฝ้าจะค่อยๆจางหายไป

13. แก้กลากเกลื้อน หิด ใช้น้ำมะนาวผสมผงกำมะถัน ทาก่อนนอน

14. แก้ปูนซีเมนต์กัด ใช้น้ำมะนาวทาบริเวณที่โดนปูนกัด

15. แก้น้ำกัดเท้า ใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วเช็ดให้แห้ง แล้วเอาแป้งทาตุ่มคัน

16. แก้ไฟลวก น้ำร้อนลวก ให้เอาน้ำมะนาวชโลมบริเวณที่ถูกจะช่วยดับพิษปวดแสบ ปวดร้อนได้

17. แก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ใช้ใบมะนาวสด ต้มน้ำใส่น้ำตาลดื่ม

 

อ่านต่อ

ผู้นิยมดื่ม ‘น้ำผลไม้’ ส่วนใหญ่ ไม่ได้มีโอกาสที่จะรับรู้ ข้อมูลเหล่านี้

แพทย์-นักวิจัย แนะดื่ม ‘น้ำผลไม้’ อย่างไรให้ได้ประโยชน์ ลดเผชิญโรค “อ้วน-ป่วย” “เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่ผู้นิยมดื่มน้ำผลไม้ส่วนใหญ่ ไม่ได้มีโอกาสที่จะรับรู้ ข้อมูลเหล่านี้”

เป็นที่รับรู้มาตลอดว่าผลไม้กินสดๆ นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่เพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น จึงมีการแปรรูปทำเป็นน้ำผลไม้ต่างๆ ซึ่งผ่านกระบวนการต่างๆ ใส่สี แต่งกลิ่น และใส่เนื้อ ซึ่งมีผลต่อคุณค่าทางโภชนาการ และส่งผลต่อสุขภาพผู้ดื่ม

จึงจำเป็นต้องรู้วิธีดื่มน้ำผลไม้ให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันดื่มแล้วจะไม่เสี่ยงโรคอ้วนและการป่วยที่ตามมา

ผู้นิยมดื่ม ‘น้ำผลไม้’ ส่วนใหญ่ ไม่ได้มีโอกาสที่จะรับรู้ ข้อมูลเหล่านี้

นายแพทย์ฆนัท ครุธกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ และโภชนวิทยาคลินิก ศูนย์หัวใจหลอดเลือด และเมแทบอลิซึม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า ความเข้าใจแรกที่ว่า ดื่มน้ำผลไม้แล้ว ผิวพรรณจะสวย เรื่องนี้ก็ยังไม่มีงานวิจัย ทางการแพทย์ออกมายอมรับ ส่วนความเข้าใจที่ว่า ดื่มน้ำผลไม้แล้วร่างกายจะได้ประโยชน์ งานวิจัย ทางการแพทย์ก็ยืนยันว่า ในภาวะของคนที่มีร่างกายปกติ เน้นคำว่า ปกติ ไม่มีข้อมูลยืนยันว่า การดื่มน้ำผลไม้แล้วจะส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า น้ำผลไม้จะส่งผลดี เฉพาะคนป่วยที่ขาดวิตามินเท่านั้น เช่น คนป่วยเป็นโรคลักปิด ลักเปิด เป็นต้น

หมอฆนัท บอกว่า นอกจากน้ำผลไม้จะให้ประโยชน์กับคนป่วยที่เป็นโรคขาดวิตามินแล้ว คนสูงอายุ ที่ไม่มีฟันที่จะเคี้ยวอาหาร ก็มีความจำเป็นที่จะต้องดื่มน้ำผลไม้สด แต่หมอขอแนะ ให้เป็นผลไม้สดปั่นจนเป็นน้ำจะดีกว่า เพราะร่างกายจะได้กากใยอาหารด้วย ประการสำคัญ ต้องให้ผู้สูงอายุทานในระดับที่พอดี

ส่วนความเชื่อที่ว่า น้ำผลไม้ ยิ่งดื่มมากยิ่งได้ประโยชน์นั้น คุณหมอฆนัท ยืนยันว่า ในชีวิตประจำวัน หากได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาด ร่างกายก็ได้รับสารอาหาร ในจำนวนที่เพียงพอแล้วแทบไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำผลไม้เพิ่มเลย หมอขอย้ำว่า ร่างกายต้องการสารอาหารในระดับพอดี อย่าไปเชื่อว่า ยิ่งได้รับมากยิ่งดี

“มีคนไข้ของหมอรายหนึ่ง ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง จากประวัติของคนไข้มา พบหมออย่างสม่ำเสมอ แต่วันร้ายคืนร้ายก็ถูกหามมาส่งที่โรงพยาบาล แพทย์เวรก็รับเข้าห้องไอซียูทันที สอบถามญาติก็รู้ว่า ก่อนหน้าที่จะมาโรงพยาบาล คนไข้ดื่มน้ำผลไม้ปั่นไป 2 แก้ว จากการดื่มน้ำผลไม้ 2 แก้วนี้เอง จึงส่งผลให้โปแตสเซียมในเลือดขึ้นสูง หัวใจจึงเต้นผิดจังหวะ แต่โชคดีที่คนไข้มาถึงโรงพยาบาลได้ ทันเวลา ไม่เช่นนั้นโอกาสคงรอดน้อยเต็มที

“กรณีตัวอย่างของคนไข้รายนี้ ชัดเจนว่า ร่างกายต้องการสารอาหารในระดับที่พอดี ถ้าได้รับมากเกินไป ก็จะเกิดปัญหา ในภาวะคนที่ไม่ปกติ เช่น ผู้ที่ ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง การบริโภคน้ำผลไม้มากเกินไปก็อาจจะมีอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ การบริโภคน้ำผลไม้มาก ก็อาจส่งผลให้คนปกติกลายเป็นโรคอ้วน มีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง”

ส่วนความเข้าใจเรื่องสุดท้าย ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า น้ำผลไม้มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านเซลล์มะเร็งนั้น หมอขอบอกว่า ยังไม่มีงานวิจัยมายืนยันว่า สารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำผลไม้ จะต่อต้านมะเร็งในคนได้ เพราะฉะนั้น หมออยากให้คนนิยมดื่มน้ำผลไม้นั้น

นอกจากนี้ มีงานวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์คุณสมบัติการต่อต้านอนุมูลอิสระและปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม เพื่อสุขภาพ ของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2549 ของ ปาจรีย์ อับดุลลากาซิม นักศึกษาปริญญาโท สาขาโภชนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล กรุงเทพมหานคร พบว่า เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีคุณสมบัติของสารต่อต้านอนุมูลอิสระนั้น ต้องเป็นเครื่องดื่ม ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการในการผลิตทางอุตสาหกรรมอาหารในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ทั้งพาสเจอไรส์ และสเตอริไรส์

ปาจรีย์ ได้นำเครื่องดื่มที่โฆษณาว่าเพื่อสุขภาพ 10 ชนิด มาเข้าห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบว่า เครื่องดื่มที่ได้ผ่านกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมอาหารมาแล้ว จะทำให้สารต้านอนุมูลอิสระหายไปมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์และมีเครื่องดื่ม บางชนิดที่ไม่เหลือสารต้านอนุมูลอิสระให้เห็นเลย สิ่งที่คงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงในเครื่องดื่มที่โฆษณาว่าเพื่อสุขภาพก็คือ น้ำตาล เพราะฉะนั้น การโฆษณาของน้ำผลไม้บางพวกที่บอกว่า ในน้ำผลไม้จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ คงจะขัดแย้งกับงานวิจัยฉบับนี้

เธอแยกน้ำผลไม้ที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดนั้นจะมี 3 แบบ

แบบที่ 1 เรียกว่า น้ำผลไม้คั้นสด

แบบที่ 2 เรียกว่า น้ำผลไม้เข้มข้น และ

แบบที่ 3 เรียกว่า น้ำผลไม้แบบผสม

วิธีการทำน้ำผลไม้ที่เธอเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ น้ำผลไม้เข้มข้น และน้ำผลไม้แบบผสม ขั้นตอนการทำน้ำผลไม้ทั้ง 2 แบบนี้ จะทำให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ ต่อร่างกายหายไป สิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อมา น้ำผลไม้บางยี่ห้อโฆษณาว่า มีเนื้อผลไม้อยู่ในกล่อง แต่ข้อมูลที่ปาจรีย์ได้รับกลับตรงกันข้าม เนื้อผลไม้ในกล่องของน้ำผลไม้ส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นเนื้อผลไม้ที่มาจากธรรมชาติที่แท้จริง แต่ มาจากการใส่สารเติมแต่ง เช่น แป้งแปลงรูป ( Modified starch) ซึ่งจะทำให้เกิดเนื้อผลไม้เทียม ( Pulp) ขึ้นมา

นอกจากนั้น ในกระบวนการผลิตน้ำผลไม้ ยังมีการใส่สารแขวนลอย ( Stabilizer) สารเติมแต่ง ( Additives) วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additives) น้ำ , น้ำตาล , กรด รวมไปถึงการปรุงแต่งกลิ่นรสให้ถูกปากของผู้บริโภค ปาจรีย์ บอกว่า ข้อมูลการทำน้ำผลไม้แบบนี้ ไม่ใช่เธอคนเดียวที่รับรู้ นักศึกษาที่เรียนด้าน โภชนศาสตร์ และด้านเทคโนโลยีอาหารในทุกระดับต่างรับรู้กันหมด

“เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่ผู้นิยมดื่มน้ำผลไม้ส่วนใหญ่ ไม่ได้มีโอกาสที่จะรับรู้ ข้อมูลเหล่านี้” ปาจรีย์ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจาก นายแพทย์ฆนัท ครุธกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ และโภชนวิทยาคลินิก ศูนย์หัวใจหลอดเลือด และเมแทบอลิซึม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, ปาจรีย์ อับดุลลากาซิม นักวิจัยทางโภชนาการ เครือข่ายคนไทยไร้พุง ของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ ramachannel

 

อ่านต่อ

ความแตกต่างระหว่าง สระว่ายน้ำระบบเกลือ และสระว่ายน้ำระบบคลอรีน

หลายๆคนอยากมี สระว่าย  น้ำเพื่อให้ลูกๆหลานๆตัวน้อยๆ​ ได้ว่ายน้ำ

ให้คุณพ่อคุณแม่ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายในน้ำ

แต่ยังกลัวและยังเป็นกังวลหรืออาจจะยังไม่เข้าใจในระบบของสระว่ายน้ำ
-ว่าระบบไหนดี -ระบบไหนปลอดภัย -แต่ละระบบเป็นอย่างไร -ทำงานอย่างไร

ซึ่งสระว่ายน้ำโดยทั่วไปมีหลายระบบ
แต่ระบบที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้จะมี 2 ระบบ
คือ ระบบเกลือ และระบบคลอรีน
วันนี้เราจะมาทำความรู้จักและเข้าใจเบื้องต้น
ถึงความแตกต่างของทั้งสองระบบนี้กันนะคะ

ความแตกต่างระหว่าง สระว่าย น้ำระบบเกลือ และสระว่ายน้ำระบบคลอรีน

1.สระว่ายน้ำระบบเกลือ

เป็นสระว่ายน้ำที่ทำให้น้ำสะอาดด้วยเกลือ โดยใช้เครื่องผลิตคลอรีนอัตโนมัติจากเกลือและใช้เกลือธรรมชาติ

ข้อดีของสระระบบเกลือ

-ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะเกลือมีราคาถูกกว่าคลอรีน
-การดูแลรักษาง่าย เพราะเปิดระบบบำบัดและตั้งเวลาให้ทำงานอัตโนมัติ
-ปลอดภัยต่อร่างกายไ ม่ทำให้ระคายเคืองต่อผิวหนัง ไม่ทำให้แสบตา หรือตาแดง ไม่ทำให้ผมแห้งแข็งกระด้าง
-ไม่มีสิ่งปนเปื้อนตกค้างในสระว่ายน้ำ เพราะว่าคุณสมบัติของเกลือมีความบริสุทธิ์และสามารถฆ่าเชื้อโรค

2.สระว่ายน้ำระบบคลอรีน

วิธีการก็คือเติมคลอรีนลงไปในสระน้ำหรือถังเก็บน้ำ
โดยตรง ซึ่งคลอรีนจะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้เมื่อในน้ำมีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ระหว่าง 7.2 – 7.8

สระว่ายน้ำระบบนี้จะไม่เหมาะ
สำหรับคนที่แพ้คลอรีนหรือเป็นโรคภูมิแพ้

โดยจะทำลายผนังเซลล์ของเชื้อโรคและจุลินทรีย์ต่างๆ
เมื่อผิวหนังเราได้รับคลอรีนที่มีความเข้มสูง
จะรู้สึกแสบและระคายเคือง เพราะโดนคลอรีนกัดนั่นเอง

 

อ่านต่อ

หญ้าหวาน คืออะไร สรุปว่าดีจริงหรือไม่?

หญ้าหวาน เป็นสมุนไพรที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 150-300 เท่า ซึ่งได้รับการรับรองจากแพทย์แล้วว่าปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ที่สำคัญยังช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอย่างมาก

หญ้าหวาน คืออะไร เป็นอันตรายไหม สรุปว่าดีจริงหรือไม่? - สาระน่ารู้

ทุกวันนี้ผู้คนให้ความสนใจกับสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหันมาออกกำลังกาย หรือการเลือกรับประทานอาหาร สมุนไพรจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวงการสุขภาพ รวมถึง “หญ้าหวาน” ที่ให้รสหวานกว่าน้ำหวาน แต่ไม่ทำให้อ้วน ซึ่งหลายๆ คนยังคงไม่มั่นใจว่าหญ้าหวานมีประโยชน์จริงหรือไม่ เป็นอันตรายหรือเปล่าหากทานในปริมาณมาก วันนี้เราไปหาคำตอบกันค่ะ

หญ้าหวานคืออะไร

หญ้าหวานเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดทางแถบทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมีการพบมากที่สุดในบริเวณระหว่างประเทศบราซิล และปารากวัย ลักษณะโดยทั่วไปเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีความสูงแค่ 30-90 เซนติเมตร เท่านั้น ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว ขอบใบหยัก ออกดอกเป็นช่อสีขาวอย่างสวยงาม หากสังเกตดีๆ จะดูคล้ายกับต้นโหระพา ซึ่งในประเทศไทยนั้นก็มีการนำเข้ามาปลูกทางแถบภาคเหนือเช่นกัน นิยมใช้แทนน้ำตาล เพราะมีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 150-300 เท่าเลยทีเดียว

สรรพคุณและประโยชน์ทางยา

ถึงแม้จะเป็นสมุนไพรที่ไม่ได้ให้พลังงานกับร่างกายเหมือนพืชสมุนไพรชนิดอื่นๆ แต่หญ้าหวานก็มีสรรพคุณทางยาที่สำคัญหลายประการ มันช่วยลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยบำรุงตับอ่อน ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน สมานแผลทั้งภายนอกและภายใน ทำให้แผลหายเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ใครรู้สึกว่าร่างกายไม่ค่อยมีแรง ลองดื่มเครื่องดื่มที่ผสมหญ้าหวานก็จะช่วยให้มีกำลังวังชา และเนื่องด้วยหญ้าหวานเป็นพืชที่ไม่มีพลังงาน จึงมีการนำไปใช้ในการลดความอ้วนกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะใช้ผสมดื่ม หรือผลิตเป็นอาหารเสริม

หญ้าหวานอันตรายหรือไม่

คำตอบคือ ไม่อันตรายค่ะ แม้จะเคยมีการรายงานว่า มีชาวปารากวัยที่กินหญ้าหวานแล้วทำให้กลายเป็นหมัน หรือไปลดจำนวนอสุจิให้น้อยลงก็ตาม ผลการวิจัยได้ทดลองกับหนู 3 ชั่วอายุ ไม่พบว่ามีหนูในรุ่นใดที่มีการกลายพันธุ์ หรือกลายเป็นหมันแต่อย่างใด ยังคงขยายพันธุ์ได้ตามปกติ ซึ่งชาวญี่ปุ่นกลับไม่กลัวประเด็นนี้ ใช้กันมา 17 ปี และมีรายงานทางการแพทย์ของอิเคดะ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ได้รายงานรับรองไว้ในเอกสารทางการแพทย์ว่า ไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดพิษแต่อย่างใด

นอกจากนี้ อาจารย์วีรสิงห์ เมืองมั่น จาก รพ.รามาธิบดี ก็ยังได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับหญ้าหวานว่า ควรกินปริมาณเท่าใดจึงจะปลอดภัย คือ ประมาณ 1-2 ใบ ต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย หรือสูงสุดกินได้ถึง 7.9 กรัม/วัน ซึ่งสูงมาก เปรียบได้กับการกินหญ้าหวานผสมกาแฟ หรือเครื่องดื่มชนิดอื่นได้ถึง 73 ถ้วย/วัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับคนส่วนใหญ่ ที่ดื่มกาแฟวันละประมาณ 2-3 ถ้วยเท่านั้น

เห็นไหมคะว่าหญ้าหวานมีประโยชน์มากเพียงใด เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ชอบทานของหวานแต่กลัวอ้วน ลองหันมาใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาลดูนะคะ หากกินแล้วได้ผลอย่างไร อย่าลืมถ่ายรูปมาอวดพวกเราด้วย แต่ถ้าท่านไหนอ่านแล้วยังลังเลไม่กล้ากินในปริมาณเยอะ เราเชื่อว่าหากกินอย่างเหมาะสม ไม่กินติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก็ไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอนค่ะ

อ่านต่อ

8 อาหารแก้แฮงค์ให้อยู่หมัด สายดื่มต้องรู้ !!!

เชื่อว่าสายดื่มคงคุ้นชินกับอาการ เมาค้าง หรือ แฮงค์ กันอยู่ไม่น้อย ใครที่ยังไม่เคยลิ้มรสบอกเลยว่ามันช่างแสนทรมานซะจริงๆ ทั้งทำให้ปวดหัว ไม่สดชื่น ไม่สบอารมณ์ รู้สึกหงุดหงิดทั้งวัน

8 อาหารแก้ แฮงค์ ให้อยู่หมัด ที่สายดื่มต้องรู้ !!! - สาระน่ารู้

อาการปวดหัวเหมือนโลกหมุนจนคลื่นไส้อาเจียน แถมยังทำให้ลุกไปทำงานไม่ไหว สำหรับสายก๊งนักดื่มที่บอกว่าคอแข็งนักหนานั้นคงเคยผ่านอาการแบบนี้มาแล้วทั้งสิ้น บอกเลยแล้วกันค่ะว่าอาการ “แฮงค์” แบบนี้มันน่ากลัว เพราะนอกจากจะทำให้เราเสียการเสียงานแล้ว ยังจะทำให้รู้สึกไม่สดชื่น และมีอาการหงุดหงิดไปทั้งวันอีกด้วย ฉะนั้นอย่าปล่อยให้อาการแบบนี้อยู่กับคุณนานค่ะ วันนี้เรามีวิธีดีๆ ที่จะช่วยให้คุณหายจากอาการเมาค้างนี้ได้ด้วยอาหารเหล่านี้

1. ข้าวสวย

นอกจากข้าวสวยจะเป็นอาหารที่เราทานเข้าไปทุกวันแล้ว ประโยชน์ของข้าวสวยนั้นยังนำมาใช้ประคบที่หน้าของคุณได้อีกด้วย เพียงแค่นำข้าวสวยแช่ตู้เย็นไว้สักประมาณ 5 นาที หลังจากนั้นก็นำมาใส่ผ้าขาวบาง แล้วใช้ประคบที่เปลือกตา ลองทำดูสัก 3-5 นาที นะคะ อาการแฮงค์จะค่อยๆ ทุเลาลง แล้วรู้สึกสดชื่นขึ้น

2. สตรอเบอร์รี่

ความเปรี้ยวช่วยคุณได้ค่ะ เพราะด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของเจ้าสตรอเบอร์รี่ที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน จะช่วยให้อาการมึนๆ งงๆ จากการเมาค้างของคุณหายไป เพียงแค่คุณคั้นน้ำสรตอเบอร์รี่สดๆ สักแก้ว เท่านี้ความสดชื่นก็แทบจะมาอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว

3. น้ำส้มคั้น

นอกจากสตรอเบอร์รี่แล้ว น้ำส้มคั้นก็น่าจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ เพราะผลไม้ที่มีวิตามิซีสูงเช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว รวมถึงสตรอเบอร์รี่นั้น หากนำมาปั่นทานแล้วล่ะก็ จะลดอาการคลื่นไส้ และทำให้คุณสดชื่นตาสว่างไปได้ตลอดทั้งวันเลย

4. น้ำอัดลม

เครื่องดื่มที่แม้แต่คนไม่แฮงค์ก็ดื่มได้ดื่มดี เนื่องด้วยกลิ่นของโคล่าเมื่อเราดื่มเข้าไปจะช่วยขับแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี แถมยังลดอาการปวดหัวได้ดีอีกด้วย เพราะส่วนหนึ่งของอาการปวดหัวนั้นมาจากสารอะซิทัลดีไฮด์ และเอทานอลนั่นเองค่ะ

5. กาแฟ

ว่ากันว่าหากเราแฮงค์ให้หาอะไรเข้มๆ อย่างกาแฟสักแก้วดื่ม เพราะถือว่ากาแฟนี่แหละเป็นอะไรที่ใกล้ตัวสุดแล้ว โดยคาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟนั้นจะช่วยให้เราหายจากอาการเวียนหัว หรือคลื่นไส้ได้ดีค่ะ แถมยังทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้น ในทางกลับกันบางท่านดื่มกาแฟเข้าไปก็ไม่หายนะคะ แถมยังเป็นหนักกว่าเดิม ทำให้ร่างกายกระหายน้ำมากขึ้นไปอีก หากใครลองแล้วไม่เวิร์คก็ใช้วิธีอื่นจะดีกว่า

6. ซีเรียล

เมื่อดื่มอย่างหนักหน่วงจนภาพตัดจากเมื่อคืน ในตอนเช้าเราควรที่จะทานอะไรเข้าไปให้อยู่ท้อง โดยการเลือกทานอาหารที่ย่อยง่ายที่สุดเข้าไปค่ะ สำหรับอาหารเช้าที่เราแนะนำคือ “ซีเรียล” ลองทานซีเรียลที่ทำจากธัญญาหารผสมกับนมไขมันต่ำ จะสามารถช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดีเลย

7. ช็อกโกแลต

ของหวานอย่างช็อกโกแลตเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่เราอยากแนะนำค่ะ เพียงแค่คุณทานช็อกโกแลตเข้าไป สัก 2-3 ชิ้น คาเฟอีนในช็อกโกแลตจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น และตื่นตัวขึ้น แถมยังช่วยล้างพิษของแอลกอฮอล์ในร่างกายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีสารกระตุ้นให้คุณตื่นตัว พร้อมที่จะทำกิจกรรมระหว่างวันแล้ว

8. น้ำขิงผสมมะนาว

หาอยากแก้อาการคลื่นไส้ และลดการปวดหัวจากอาการแฮงค์ ขอแนะนำนี่เลยค่ะ น้ำขิงผสมมะนาว นำไปผสมกับน้ำร้อน หรือโซดาก็ได้จะได้รสเปรี้ยว เผ็ด ซ่า แก้เมาค้างได้อย่างดีเลยทีเดียว

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่ปาร์ตี้บ่อยในช่วงวีคเอ็นแล้วมีอาการเมาค้าง โลกหมุน บ้านเอียงอยู่บ่อยๆ ลองเอาวิธีแก้แฮงค์ที่เรานำเสนอไปใช้ดูได้เลยค่ะ รับรองเลยว่าตาสว่างสร่างเมาอย่างแน่นอน แต่ก็อยากฝากอีกสักเรื่องนะคะ หากเพื่อนๆ คนไหนที่ไปเที่ยวแล้วกลับคนเดียวก็ครองสติกันไว้สักนิด เพื่อนำตัวเองให้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

 

อ่านต่อ

 

9 อาหารช่วยดีท็อก ขับสารพิษ ได้อย่างดีเยี่ยม

ดีท็อก คือ การ ขับสารพิษ ออกจากร่างกาย ช่วยให้ร่างกายรู้สึกเฟรช และไม่อึดอัดกับภาวะท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอบ่อย ซึ่งการดีท็อกนี้สามารถทำได้โดยการสวนทวาร หรือทานอาหารและผลไม้ที่มีกากใยสูง

9 อาหารช่วยดีท็อก ขับสารพิษ ได้อย่างดีเยี่ยม !! - สาระน่ารู้

การ ดีท็อก ช่วยทำให้เรานั้นได้ ขับสารพิษ ออกจากร่างกาย และยังทำให้เราหายจากอาการท้องอืด เรอบ่อย หน้ามัน สิวขึ้น ฯลฯ มีประโยชน์มากขนาดนี้ เพื่อนๆ อยากรู้กันไหมคะว่า อาหารที่สามารถช่วยดีท็อกได้นั้นมีอะไรบ้าง เรามาจดลิสต์ไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่า

1. ทับทิม

ทับทิมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารที่ชื่อว่า ฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยในเรื่องของการต้านอนุมูลอิสระ เมื่อเราทานเข้าไปบ่อยๆ จะช่วยขับล้างสารพิษที่ไม่ดีออกจากร่างกาย แถมยังมีวิตามินเอ ซี รวมถึงธาตุเหล็ก ที่ช่วยลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายอีกด้วย

2. กระเทียม

หากคุณอยาก ดีท็อก สารพิษให้ออกไปจากร่างกาย กระเทียมนั้นสามารถช่วยคุณได้ค่ะ เพราะกระเทียมจะช่วยกระตุ้นให้ตับผลิตเอนไซม์ที่ช่วย ดีท็อก ร่างกาย รวมถึงป้องกันของเสีย ขับสารพิษต่างๆ ให้ออกไปจากระบบย่อยอาหาร จะทานเป็นเครื่องเคียงพร้อมกับข้าว หรือจะทานแบบสดๆ เคี้ยวเพลินๆ ก็ยังได้ แต่หลังจากทานเสร็จแล้วก็อย่าลืมบ้วนปาก หรือแปรงฟันด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นคนรอบข้างได้เป็นลมแน่

3. ผักสด

ว่าด้วยเรื่องของผักสด เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าผักทุกชนิดย่อมมีประโยชน์ในตัวของมันทั้งนั้น แต่ถ้าหากเรานำผักต่างๆ มาประกอบอาหารโดยผ่านความร้อน คุณค่าทางสารอาหารที่อยู่ในตัวของมันก็จะลดลง ซึ่งจะมีผักอยู่บางประเภทที่สามารถช่วยดีท๊อก และขับสารพิษออกจากตับได้ แม้ว่าจะผ่านความร้อนมาแล้วก็ตาม นั่นคือ แครอท ดอกกะหล่ำ ผักกาด และหัวหอม

4. ถั่วและเมล็ดพืช

ถั่วชนิดต่างๆ ล้วนแต่มีคุณสมบัติที่ดีต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการต้านอนุมูลอิสระเอย ช่วยบำรุงสมองเอย รวมถึงมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า โปรติเอส ซึ่งสารตัวนี้จะช่วยต้านการเกิดมะเร็งได้ และช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดี ถือว่าเหมาะมากสำหรับสาวๆ ที่กำลังจะลดน้ำหนัก

5. ขมิ้น

แกงกะหรี่ มัสมั่น ผัดผงกะหรี่ ในเมนูเหล่านี้ล้วนแต่มีองค์ประกอบเป็นขมิ้นด้วยกันทั้งนั้น ในขมิ้นมีสารเคอร์คิวมิน ซึ่งจะเข้าไปเร่งกระบวนการกำจัดสารพิษของร่างกายให้เร็วขึ้น ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยในการชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร รวมถึงต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เช่น แบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี

6. กะเพรา

เราเชื่อว่าทุกคนรู้ดีว่าสรรพคุณของกะเพรานั้นมีอะไรบ้าง หากนำรากแห้งมาชง หรือต้มกับน้ำร้อนแล้วนำมาดื่ม จะช่วยแก้โรคธาตุพิการได้ มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ สารยูจินนอล ที่ช่วยย่อยไขมัน ลดอาการจุกเสียด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางตัว ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด และขับลมได้เป็นอย่างดี

7. คะน้า

คะน้าเป็นผักที่มีไฟเบอร์เยอะ และเป็นแหล่งของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการดีท็อก อีกทั้งยังมีวิตามินเอ ซี เค บี6 โพแทสเซียม แคลเซียม และสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ ช่วยให้คุณรักษาสมดุลในร่างกาย ป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก ยับยั้งสารก่อมะเร็ง และส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยขับพิษของสารก่อมะเร็งได้เป็นอย่างดี

8. ชาขาว

น้ำชามีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยกำจัดสารพิษทั่วร่างกายได้ ช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองขจัดสารพิษออกจากผิว ทำให้ผิวไม่แห้งกร้าน เสริมสร้างความแข็งแรงของเซลล์ผิวหนัง บำรุงหลอดเลือด และป้องกันการเกิดโรคหัวใจด้วย

9. ข้าวกล้อง

ข้าวกล้องเหนียวหนุบ เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่กำลังไดเอทอยู่ เป็นข้าวที่ไม่ฟอกสี มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก เพราะในข้าวกล้องนั้นมีทั้ง วิตามินบี แมงกานีส แมกนีเซียม รวมทั้งไฟเบอร์ ซึ่งเป็นตัวช่วยขับล้างสารพิษให้ออกไปจากร่างกายนั่นเอง

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากจะมีร่างกายแข็งแรง เราขอแนะนำว่าให้เลือกทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารตามธรรมชาติ อย่างเช่น ผักชนิดต่างๆ ที่เราเพิ่งนำเสนอไป พร้อมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อเป็นการทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปจากการออกกำลังกาย เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพดีแล้ว

 

อ่านต่อ